สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

วิธีช่วยเหลือเด็กให้ลดอารมณ์และการแสดงออกที่ก้าวร้าวรุนแรง

เด็กเล็กๆ ยังไม่มีทักษะในการจัดการอารมณ์ตนเอง จึงแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่สร้างปัญหาให้กับตนเองและผู้อื่น ผู้ใหญ่ที่อยู่แวดล้อมเด็กไม่ว่าพ่อแม่หรือคุณครูมีบทบาทในการสอนเด็กให้รู้จักควบคุมอารมณ์และแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม
เด็กเล็กๆ ยังไม่มีทักษะในการจัดการอารมณ์ตนเอง จึงแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่สร้างปัญหาให้กับตนเองและผู้อื่น ผู้ใหญ่ที่อยู่แวดล้อมเด็ก ไม่ว่าพ่อแม่หรือคุณครูมีบทบาทในการสอนเด็กให้รู้จักควบคุมอารมณ์และแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ที่คุณครูค่อยๆ ช่วยเหลือเด็กให้ลดอารมณ์และการแสดงออกที่รุนแรง มีการควบคุมอารมณ์และกำกับตนเองได้ดีขึ้น

เด็กชายวัยอนุบาลคนหนึ่งเป็นเด็กที่ชอบเล่นแรงๆ ทำอะไรรุนแรง จนเพื่อนไม่อยากเล่น คบหาด้วย ซึ่งเด็กก็ไม่รู้ตัวว่าตนทำอะไรผิด คุณครูจึงช่วยเหลือด้วยการฝึกเด็กคนนี้ให้มีบทบาทเป็นผู้ให้ โดยในช่วงกลางวันทุกวัน ให้เด็กช่วยคุณครูยกตะกร้าแก้ว จัดจานข้าว ถ้วยน้ำซุป แก้วน้ำวางบนโต๊ะอาหารของเพื่อนๆทั้งหมด ระหว่างที่เขาช่วยเหลือคุณครู มีความใกล้ชิดกับคุณครู คุณครูก็ฉวยโอกาสคอยบอกคอยสอนเด็กให้ทำอย่างประณีต ใจเย็น วางข้าวของเบาๆ พอช่วงบ่ายก็ให้หยิบกระเป๋าในตะกร้าให้เพื่อน โดยให้หยิบทีละใบ และคอยบอกให้ทำอย่างช้าๆ ใจเย็นๆ เพื่อช่วยฝึกอารมณ์เขาให้อ่อนโยนขึ้น และคอยสอนให้พูดจาอ่อนโยนมากขึ้น คอยชื่นชมเมื่อเขาได้ทำงานช่วยเหลือผู้อื่นและทำดี

การฝึกนี้ได้ทำควบคู่ไปกับการฝึกที่บ้าน ซึ่งคุณครูได้ขอความร่วมมือให้ฝึกในทำนองเดียวกัน ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป เด็กคนนี้ก็มีการแสดงออกทางอารมณ์และบุคลิกภาพที่เปลี่ยนไป มีอารมณ์เย็นลง มีความนุ่มนวลมากขึ้น ทุกครั้งที่ทำผิด ก็เริ่มมีสีหน้าที่สำนึกผิด

ที่จริงไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่เด็กวัยนี้จะมีอารมณ์และพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง เพราะเป็นวัยที่เด็กต้องการแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดอย่างอิสระ รวมทั้งอาจได้แบบอย่างมาจากสิ่งแวดล้อม เช่น สื่อต่างๆ ซึ่งพ่อแม่มักปล่อยให้ลูกอยู่กับสื่อมากเกินไป

คุณครูควรแนะนำคุณพ่อคุณแม่ให้เบี่ยงเบนลูกไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่มีความสุนทรีย์และอยู่กับธรรมชาติ เช่น ให้วาดรูป เล่นดนตรี ฟังเพลงร้องเพลง ปลูกต้นไม้ เล่นออกกำลังกายกลางแจ้ง เป็นต้น จะช่วยปรับอารมณ์เด็กให้อ่อนโยนขึ้นได้

“เด็กเล็กๆ ยังไม่มีทักษะในการจัดการอารมณ์ตนเอง จึงแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมที่สร้างปัญหาให้กับตนเองและผู้อื่น ผู้ใหญ่ที่อยู่แวดล้อมเด็กไม่ว่าพ่อแม่หรือคุณครูมีบทบาทในการสอนเด็กให้รู้จักควบคุมอารมณ์และแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม”

Related Articles

ทำให้ EF เป็นของธรรมดา

"ถ้าอยากให้คนธรรมดา มี EF ก็… “ ทำให้ EF เป็นของธรรมดา”ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช คุณค่าและความหมายที่แท้จริงของ EF คือ EF เป็นเรื่องความสามารถของคน ความสามารถในการบังคับสัญชาตญาณอย่างสัตว์ได้ สัญชาตญาณสัตว์นั้นมีเพื่อการอยู่รอด เพื่อไม่ถูกจับกิน เป็นส่วนของสมองที่ต้องทำงานไวมาก แต่ EF เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความยั้งคิด เมื่อเกิดความยั้งคิด ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่ถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้าที่ไม่ถูกต้อง...

Less Structured activities vs. EF

นักวิจัยพบว่า เมื่อเด็กเป็นผู้กำหนดด้วยตนเอง ว่า จะใช้เวลาในการทำกิจกรรมอะไร อย่างไร เด็กจะสามารถทำชิ้นงานให้บรรลุเป้าหมายได้มากกว่า และสามารถรู้ได้ว่าหลังจากจบชิ้นงานนี้ๆ แล้วจะต้องไปทำงานชิ้นใดต่อไปยกตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งตัดสินใจที่จะอ่านหนังสือในช่วงบ่ายที่คุณครูให้เลือกกิจกรรมเอง หลังจากเสร็จจากการอ่านแล้วเด็กก็ไปวาดรูปเกี่ยวกับหนังสือเล่มที่อ่านมา แล้วก็เอาภาพที่วาดได้ไปเล่าให้พ่อแม่ฟังที่บ้าน นักวิจัยสรุปว่า เด็กคนนี้ได้เรียนรู้มากกว่าเด็กอีกคนหนึ่งที่ทำกิจกรรมเหมือนกันทุกอย่าง แต่มีครูคอยกำกับบทให้ตลอดกระบวนการ เมื่อครบสัปดาห์ นักวิจัยทดสอบเด็กในทักษะด้านคำศัพท์และการอ่านเพื่อวัด EF ผลปรากฏว่า ยิ่งเด็กใช้เวลากับการทำกิจกรรมแบบที่คิดเองทำเองมากเท่าไร คะแนนคำศัพท์กับคะแนนอ่านออกเสียงก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้นนักวิจัยชี้ว่า “กิจกรรมที่ถูกผู้ใหญ่กำหนดให้ทุกอย่างแล้วนั้น จะทำให้พัฒนาการในการกำกับสั่งการตนเองช้าลง งานวิจัยชิ้นนี้จะส่งผลให้นักการศึกษาเห็นความสำคัญของการเล่นอิสระ free...

EF กับ Project Based Learning

จากการวิจัยหลักสูตรใหม่ของ Tools of the Mind, ที่สอนเด็กในเรื่อง “self-regulation.” พบว่าแทนที่จะให้รางวัลเมื่อเด็กทำตามคำสั่งของครูเท่านั้น แนวทาง ToM จะส่งเสริมให้เด็กทำงานโครงการด้วยกัน(ไม่ว่าเด็กจะมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมอย่างไร) ให้ส่งเสริมการเรียนรู้ของกันและกันให้แนะนำติชมกันและกัน ขณะเดียวกันก็ให้แต่ละคนสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง วิจารณ์ข้อบกพร่องของตนเอง แก้ไขความผิดพลาดของตนเอง และให้วางแผนว่าจะสร้างหรือเปลี่ยนกระบวนการทำโครงการนั้นๆ อย่างไรให้ดีClancy Blair, Early Childhood Education That Focuses On...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

66,963แฟนคลับชอบ
2ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -

Latest Articles

ทำให้ EF เป็นของธรรมดา

"ถ้าอยากให้คนธรรมดา มี EF ก็… “ ทำให้ EF เป็นของธรรมดา”ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช คุณค่าและความหมายที่แท้จริงของ EF คือ EF เป็นเรื่องความสามารถของคน ความสามารถในการบังคับสัญชาตญาณอย่างสัตว์ได้ สัญชาตญาณสัตว์นั้นมีเพื่อการอยู่รอด เพื่อไม่ถูกจับกิน เป็นส่วนของสมองที่ต้องทำงานไวมาก แต่ EF เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความยั้งคิด เมื่อเกิดความยั้งคิด ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่ถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้าที่ไม่ถูกต้อง...

Less Structured activities vs. EF

นักวิจัยพบว่า เมื่อเด็กเป็นผู้กำหนดด้วยตนเอง ว่า จะใช้เวลาในการทำกิจกรรมอะไร อย่างไร เด็กจะสามารถทำชิ้นงานให้บรรลุเป้าหมายได้มากกว่า และสามารถรู้ได้ว่าหลังจากจบชิ้นงานนี้ๆ แล้วจะต้องไปทำงานชิ้นใดต่อไปยกตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งตัดสินใจที่จะอ่านหนังสือในช่วงบ่ายที่คุณครูให้เลือกกิจกรรมเอง หลังจากเสร็จจากการอ่านแล้วเด็กก็ไปวาดรูปเกี่ยวกับหนังสือเล่มที่อ่านมา แล้วก็เอาภาพที่วาดได้ไปเล่าให้พ่อแม่ฟังที่บ้าน นักวิจัยสรุปว่า เด็กคนนี้ได้เรียนรู้มากกว่าเด็กอีกคนหนึ่งที่ทำกิจกรรมเหมือนกันทุกอย่าง แต่มีครูคอยกำกับบทให้ตลอดกระบวนการ เมื่อครบสัปดาห์ นักวิจัยทดสอบเด็กในทักษะด้านคำศัพท์และการอ่านเพื่อวัด EF ผลปรากฏว่า ยิ่งเด็กใช้เวลากับการทำกิจกรรมแบบที่คิดเองทำเองมากเท่าไร คะแนนคำศัพท์กับคะแนนอ่านออกเสียงก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้นนักวิจัยชี้ว่า “กิจกรรมที่ถูกผู้ใหญ่กำหนดให้ทุกอย่างแล้วนั้น จะทำให้พัฒนาการในการกำกับสั่งการตนเองช้าลง งานวิจัยชิ้นนี้จะส่งผลให้นักการศึกษาเห็นความสำคัญของการเล่นอิสระ free...

EF กับ Project Based Learning

จากการวิจัยหลักสูตรใหม่ของ Tools of the Mind, ที่สอนเด็กในเรื่อง “self-regulation.” พบว่าแทนที่จะให้รางวัลเมื่อเด็กทำตามคำสั่งของครูเท่านั้น แนวทาง ToM จะส่งเสริมให้เด็กทำงานโครงการด้วยกัน(ไม่ว่าเด็กจะมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมอย่างไร) ให้ส่งเสริมการเรียนรู้ของกันและกันให้แนะนำติชมกันและกัน ขณะเดียวกันก็ให้แต่ละคนสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง วิจารณ์ข้อบกพร่องของตนเอง แก้ไขความผิดพลาดของตนเอง และให้วางแผนว่าจะสร้างหรือเปลี่ยนกระบวนการทำโครงการนั้นๆ อย่างไรให้ดีClancy Blair, Early Childhood Education That Focuses On...

Reading glasses

ในปี 1968 Prof.Dr.Walter Mischel ซึ่งขณะนั้นสอนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำการวิจัยที่โด่งดังชื่อ The Marshmellow Test (ดูได้จาก www.youtube.com/watch?v=QX_oy9614HQ) โดยให้เด็ก 4 ขวบเข้ามาในห้องที่มีกระจกมองจากข้างนอก และนักวิจัยสังเกตการณ์อยู่ เจ้าหน้าที่วิจัยจะเข้าไปบอกเด็กว่า เด็กมีขนม marshmallow (บางครั้งอาจจะเป็นขนมชนิดอื่น) คนละ 1 ชิ้น ถ้าเด็กๆอยู่ในห้องนี้และอดทนรอได้ไม่กินขนมจนกว่าเจ้าหน้าที่จะกลับมา(ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 20...

EF กับการอ่าน

งานวิจัยชี้อย่างต่อเนื่องว่า การมี self-regulation กับ executive functioning skills ที่แข็งแรง เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางภาษาและการอ่านออกเขียนได้ที่แข็งแรงด้วยDiamond & Lee, 2011; McClelland, et al., 2007; Raver et al., 2011.งานวิจัยชี้ว่า โดยทั่วไปแล้ว ทักษะการอ่านจะบอกถึงความสามารถของ EF ในขณะเดียวกับ...