สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

บทที่ 5 ตอนที่ 4 กระบวนการสร้างพลเมืองเข้มแข็ง

กระบวนการสร้างพลเมืองเข้มแข็ง

ความเป็นพลเมืองเข้มแข็งคือเป้าหมายปลายทางของการศึกษาที่เราอยากให้เกิดขึ้นในเด็กเมื่อเติบโตขึ้น  ความหมายของคำว่า “เข้มแข็ง” อย่างแรกหมายถึง เข้มแข็งทางกาย  แต่ไม่ได้หมายถึงสมรรถภาพร่างกายอย่างเดียว แต่รวมถึงองค์ประกอบที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงคือ “กินเป็นอยู่เป็น” ต้องรู้จักที่จะกิน รู้จักที่จะรู้ว่าอะไรที่จะเป็นประโยชน์ อะไรที่จะไม่เป็นประโยชน์แล้วเลือกที่จะกินให้เป็น

อีกอย่าง เข้มแข็งทางจิตใจ มีสมรรถภาพจิตที่เข้มแข็ง และมีสุขภาพจิตที่ดี  การทำให้เด็กมีความสุขอย่างเดียวไม่พอ เด็กจะต้องมีสมรรถภาพจิตคือมีความอดทน ใจสู้ มีสติ มีสมาธิ และ สุขภาพจิตที่ดีต้องมีเมตตากรุณา (sympathy / empathy)  มีหลักของสังคหวัตถุสี่ คือ ทาน-เมตตา เกื้อกูล-ปิยวาจา อัตถจริยา-ประพฤติในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น สมานัตตา-มีความสม่ำเสมอ ประพฤติเสมอต้นเสมอปลาย โดยพัฒนาด้านนอกกับด้านในไปพร้อมๆ กัน คือพัฒนาข้างในตนไปพร้อมๆ กับพัฒนาการมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น สื่อสารเป็น รู้จักการมีปฎิสัมพันธ์กับโลกภายนอกอย่างเหมาะสม ร่วมไปกับความเข้มแข็งทางปัญญา คือ “คิดได้ คิดเป็น”  

พลเมืองเข้มแข็งเริ่มจากรู้จักตัวเอง กำกับควบคุมตัวเองได้     

เด็กที่เข้มแข็งเป็นเด็กที่รู้จักตัวเองดี และ “เพราะรู้จักตัวเอง จึงรักตัวเอง” เห็นคุณค่าในตัวเอง  เมื่อรู้จักตัวเอง ไม่ว่าในแง่บวกหรือแง่ลบ  self หรือตัวตนจะแข็งแรง  ถ้าเด็กไม่มี self-awareness หรือรู้จักตัวเองมาตั้งแต่ปฐมวัย เมื่อมาถึงชั้นประถม จะไม่สามารถสร้าง self-esteem ให้เกิดขึ้นได้ เพราะเด็กยังไม่รู้จัก ไม่เห็นคุณค่าตัวเอง ไม่ศรัทธา ไม่เคารพตัวเอง

self-awareness กับ social-awareness หรือจิตสำนึกทางสังคม จะพัฒนาไปด้วยกัน เพราะถ้า self แข็งแรง ก็จะมีสามัญสำนึกหรือรู้ผิดชอบ เมื่อเคารพตัวเองก็จะเคารพผู้อื่น อยู่กับคนอื่นได้ จะพัฒนาขึ้นเป็น relationship ที่ดีในสังคม  เด็กคนใดมี self แข็งแรงหรือไม่ ดูได้จากว่ามีสุขภาพจิต (mental health)ดีหรือไม่ และมีการแสดงออกทางอารมณ์ในสังคมอย่างไร

พลเมืองเข้มแข็งจะกำกับตนเองได้ รู้ว่าควรทำอะไรหรือไม่ควรทำอะไร เป็นคนที่รู้เวลา รู้หน้าที่ จัดการตัวเองเป็น เมื่อจัดการตัวเองเป็น ก็จะเคารพกฎกติกามารยาท รู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์

สรุปว่า เมื่อเด็กกำกับจัดการตัวเองได้ดี มีตัวตนที่เข้มแข็ง มีสุขภาพดี ไม่เป็นภาระของสังคม จะสามารถช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือสังคมได้

สภาพแวดล้อมที่สร้างพลเมืองเข้มแข็ง

การจะพัฒนาไปสู่ความเป็นพลเมืองเข้มแข็งได้ ต้องมีกระบวนการไปสู่ปลายทาง ได้แก่ การพัฒนาทางด้านร่างกายให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง  การพัฒนาทางด้านจิตใจและอารมณ์ คือรู้จัก เข้าใจอารมณ์ตัวเองและผู้อื่น สามารถจัดการตัวเองได้และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้  การพัฒนาทางด้านสังคม การเรียนรู้ การปรับตัวในการใช้ชีวิตในสังคม การอยู่ร่วมกับเพื่อนหรือกับสถานการณ์ต่างๆ  โดยการพัฒนาเหล่านี้อาศัยสภาพแวดล้อมที่ดีเป็นตัวกระตุ้น เป็นต้นแบบในด้านต่างๆ ให้เด็ก เช่น การส่งเสริมคุณธรรมด้านวินัย การเคารพผู้อื่น เคารพกฎกติกา ฯลฯ

สภาพแวดล้อมที่ดี คือ…

สภาพแวดล้อมที่เป็นกัลยาณมิตร ปรารถนาดีต่อกัน ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งพ่อแม่มักเข้าใจผิด คิดว่าการเป็นกัลยาณมิตรกับลูกคือการต้องพยายามให้สิ่งที่ดีสำหรับลูก ช่วยเหลือลูกทุกอย่าง ในความเป็นจริงแล้วเป็นการทำร้ายลูกมากกว่า เพราะทำให้เด็กไม่รู้จักตัวเอง  พ่อแม่และครูควรเป็นสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กได้รู้จักตัวเอง รู้จักกำกับควบคุมตัวเอง ให้เด็กได้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย สอนเรื่องอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ อย่างเข้าใจและมีเมตตา ไม่ใช่ด้วยการบังคับเคี่ยวเข็ญ หรือทำให้ลูกทุกอย่าง

สภาพแวดล้อมที่เป็นวิถี คงเส้นคงวา ทำซ้ำๆ ทำทุกวัน จึงจะหล่อหลอมคุณลักษณะที่ดีต่างๆ  และมีผลทางด้านความมั่นคงทางจิตใจของเด็ก เพราะเด็กคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ไม่ใช่ด้วยการบังคับ อีกเช่นกัน

พ่อแม่ ครู โรงเรียนต้องปรับบทบาท

  • พ่อแม่ต้องเปลี่ยนทัศนคติที่มุ่งให้ลูกเรียนหนังสืออย่างเดียว เพราะพลเมืองที่เข้มแข็งไม่ใช่เด็กที่เรียนดีเพียงอย่างเดียว
  • พ่อแม่และครูต้องให้เด็กได้รู้หน้าที่ในฐานะสมาชิกของหน่วยย่อยต่างๆ และมอบหมายงาน หน้าที่ให้รับผิดชอบ เช่น เมื่ออยู่ในครอบครัว เด็กมีหน้าที่เป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ช่วยทำงานบ้าน เมื่ออยู่ในโรงเรียน มีหน้าที่เป็นสมาชิกที่ดีของโรงเรียน ช่วยเหลือครู ช่วยเหลือเพื่อน  การช่วยทำงานบ้าน ช่วยเหลือผู้อื่นเป็นพื้นฐานของการฝึกให้เด็กนึกถึงคนอื่น นึกถึงส่วนรวม
  • โรงเรียนลดเรื่องการส่งเด็กเข้าแข่งขัน ยกเลิกการจัดลำดับคะแนน การยกย่องเด็กที่เรียนเก่ง เพราะทำให้เด็กมุ่งเรื่องการเอาชนะ เมื่อต้องการชัยชนะ เด็กจะขาดความเสียสละ ไม่มีน้ำใจ ไม่อยากที่จะช่วยเหลือใคร
  • ระบบการศึกษาและการจัดการเรียนการสอนของครูต้องเอื้อให้เด็กสามารถรับมือกับปัญหากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หรืออาจจะเกิดขึ้นได้ เช่นสถานการณ์การระบาดของโรค การหย่าร้าง การเกิด การเจ็บ การตาย การเสียของรัก ดังนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น เช่น เพื่อนที่สูญเสียของรัก ครูควรนำขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาให้เด็กได้พูดคุยแลกเปลี่ยน เพื่อให้เด็กได้เตรียมรับมือ รู้ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์ต่างๆ จะจัดการตัวเองได้อย่างไร หรือช่วยเหลือเพื่อนๆ หรือคนอื่นได้อย่างไรบ้าง

ความรู้ชุด “ดูแลเด็กยุคโควิด” โดย สถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป)
ปรารถนา หาญเมธี เขียน
ผาณิต บุญมาก เรียบเรียง
ภาวนา อร่ามฤทธิ์ บรรณาธิการ

Related Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

74,430แฟนคลับชอบ
- EF Development Tools -

Latest Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 7) : ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF

ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF การศึกษาวิจัยว่าดนตรีมีส่วนในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function) เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาที่ยืนยันว่าการฝึกฝนเล่นดนตรีประเภทต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง นักดนตรีมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีที่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเล็ก และเล่นดนตรีมานานเกินกว่าสิบปีนั้นถูกค้นพบจากการทำงานสำรวจวิจัยของ Katherine-moore และทีมว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถในการคิดเชิงนามธรรมและแก้ปัญหาได้ดี อีกทั้งงานวิจัยพบว่านักดนตรีมืออาชีพมีผลคะแนนที่ดีอย่างเห็นได้ชัด เมื่อทำการทดสอบทักษะสมองส่วนหน้าด้านความจำเพื่อใช้งาน การจดจ่อใส่ใจ และกระบวนการคิดที่รวดเร็ว ซึ่งทักษะเหล่านี้แม้แต่นักดนตรีสมัครเล่นก็ทำการทดสอบทักษะดังที่กล่าวมาแล้วได้ดีกว่าคนที่ไม่เล่นดนตรี คำว่า “อันดนตรี มีคุณทุกอย่างไป” จึงเป็นคำที่ไม่กล่าวเกินเลย เพราะแม้แต่การฝึกฝนไม่เท่าไหร่ ก็ยังสามารถทำให้ทักษะ EF...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 6) : พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ

พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ สมองส่วนหน้าบริเวณหลังหน้าผาก เป็นสมองส่วนของการคิดขั้นสูงที่มีทักษะเชิงบริหารจัดการ (Executive Function: EF) ที่ทำงานกำกับการวางแผนและกำกับการกระทำของเราเกี่ยวข้องกับความคิด อารมณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีทักษะพื้นฐานของสมองส่วนนี้อยู่ 3 ทักษะคือ 1. ทักษะจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) 2. ทักษะยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) และ 3. ทักษะยืดหยุ่นความคิด (Cognitive...