สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

สถานการณ์โควิด เด็กขาดโอกาสเรียนรู้เรื่องสำคัญของชีวิต

เวลานี้มนุษยชาติทั้งโลกต้องเผชิญและหาทางตอบสนองต่อแรงกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อเกิดโรคระบาดระดับที่คร่าชีวิตผู้คนได้ง่ายอย่างเชื้อโคโรนาไวรัส เรามีโอกาสติดเชื้อจากฝอยละออง (droplets) ที่กระเด็นมาจากปาก/จมูกของผู้ที่มีเชื้อโรคซึ่งอยู่ห่างจากตัวเราไม่ถึง 1- 2 เมตร ทั้งๆ ที่ผู้ติดเชื้อนั้นอาจยังไม่แสดงอาการใดๆ ของโรคให้ปรากฏเห็นเลยก็ตาม  มาตรการสำคัญที่สุดในการป้องกันโรคที่องค์การอนามัยโลกแนะนำในขณะนี้ก็คือ การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และใช้ชีวิตอยู่ห่างจากกัน (Physical Distancing)  

วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างมากนี้สร้างแรงกดดันที่กระทบถึงความเป็นปกติสุขของประชาชน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนรู้และมีการเติบโตพัฒนา สถานการณ์โควิดอาจมีผลต่อพัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ์จิตใจ สังคม และการเรียนรู้ของเด็กในช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของชีวิตพวกเขา

ในการจัดการความรู้ร่วมกันของนักวิชาการสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ และภาคีเครือข่าย Thailand EF Partnership  มีความเห็นตรงกันว่าสถานการณ์โควิดครั้งนี้สร้างภาวะที่น่าเป็นห่วง อาจทำให้เด็กขาดโอกาสเรียนรู้เรื่องสำคัญของชีวิต ดังนี้

  • โควิด19 เป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ทางสังคม ในช่วงที่เด็กไม่สามารถไปโรงเรียนได้ หรือเมื่อมาโรงเรียนแล้วแต่ต้องรักษาระยะห่างทางร่างกาย (Physical  Distancing) การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นน้อยลงหรือไม่มีเลย และยิ่งสวมหน้ากากก็ยิ่งปิดโอกาสการเรียนรู้ การอ่านสีหน้า แววตากันและกัน     
  • เด็กกับคุณครู เด็กกับเด็กด้วยกันไม่สามารถเรียนรู้สื่อสารอารมณ์ความรู้สึกกันได้  เฉพาะการที่ครูและเด็กต้องใส่หน้ากาก ก็ทำให้เด็กไม่สามารถเชื่อมโยงสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกกับครูและเพื่อนได้ ครูและเพื่อนไม่สามารถเห็นได้ว่าตนรู้สึกอย่างไร และเด็กเองก็อ่านสีหน้าเพื่อนและครูไม่ออกว่าเพื่อนและครูกำลังรู้สึกอย่างไร ดังนั้น หากครูไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ก็อาจจะมองข้ามไปได้
  • อาจทำให้เด็กขาด sense of empathy การที่เด็กถูกกำกับระยะห่างเข้มงวดมากเป็นเวลาที่ยาวนาน ต้องรีบล้างมือหลังการสัมผัสผู้อื่น รักษาระยะห่าง หรือหลีกเลี่ยงไม่ไปใกล้ชิดกับผู้คนอื่น ทำให้เด็กไม่สามารถแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อกันได้  ส่วนครูก็จะกอดเด็กเพื่อปลอบใจ ให้กำลังใจไม่ได้เช่นกัน  เด็กก็จะขาดโอกาสเรียนรู้และแสดงความรักผูกพันต่อผู้อื่น  หากเป็นเช่นนี้นานไป อาจทำให้เด็กมีแนวโน้มที่จะนึกถึงแต่ตัวเอง  sense of empathy หรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจะจืดจางหายไปจากตัวเด็ก และอาจนำไปสู่การรังเกียจกัน แบ่งแยกกัน หากผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเด็กไม่ได้พูดคุยชี้แนะอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ
  • เด็กเสียโอกาสในการเรียนรู้เรื่องต่างๆ ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น  เด็กวัย 3-6 ปี เรียนรู้ผ่านการเล่นทั้งโดยการเล่นคนเดียวและเล่นร่วมกับผู้อื่น ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกันซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญมาก  ดังนั้นในช่วงสถานการณ์โควิด แม้จะดูเหมือนว่าเด็กยังสามารถสื่อสารหรือเรียนรู้ได้โดยผ่านเทคโนโลยี เช่น มือถือ ไอแพ็ด  ฯลฯ แต่การเห็นกันผ่านจอ หรือการเรียนการสอนออนไลน์นั้น ยากที่เด็กจะรับรู้และตีความได้อย่างชัดเจน

แม้ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์พัฒนาเด็กของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดจะให้ความเห็นว่า เราไม่ควรกังวลกับเรื่องพัฒนาการทางสังคมของเด็กที่อาจจะลดลงมากเกินไป เพราะที่จริงแล้วมนุษย์ทุกคนมีความสามารถในการปรับตัวได้ สามารถอยู่ตามลำพังได้  หากเด็กไม่ได้สัมพันธ์กับคนอื่นนอกบ้าน ก็ยังมีพ่อแม่ พี่น้องในบ้านที่จะให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องทักษะอารมณ์-สังคม  อย่างไรก็ตาม นี่เป็นประเด็นสำคัญที่คุณครูปฐมวัยทุกคนต้องใส่ใจ เพราะวัยนี้เป็นช่วงวัยสำคัญอย่างยิ่งในการที่เด็กจะก่อเกิดรูปแบบความสัมพันธ์กับโลกรอบตัว

ถ้าเช่นนั้นจะทดแทนหรือชดเชยอย่างไร

          สถานการณ์โควิด19 ทำให้เด็กและคุณครูต้องรักษาระยะห่าง การรักษาระยะห่างทางร่างกาย(Physical Distancing) จะต้องไม่ทำให้เกิดระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) หมายความว่า “กายห่าง แต่ใจต้องไม่ห่าง”

คุณครูจึงควรหาทางสร้างสรรค์หรือปรับกิจกรรมให้เด็กได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน กับครู และคนอื่นๆ รวมทั้งช่วยลดความเครียดกังวล  รศ.ดร.นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์ จากศูนย์วิจัยประสาทวิทยาศาสตร์ สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล  แนะนำว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ครูอาจไม่สามารถจัดกิจกรรมที่เด็กจะมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันได้  ก็ควรเลือกกิจกรรมที่เด็กได้เห็น ได้มอง ได้เคลื่อนไหวตาม เช่น  music and movement  ยังจะช่วยเด็กให้เกิดการเรียนรู้ทักษะด้านอารมณ์-สังคม ส่งเสริมการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันได้ เพราะพื้นฐานการเข้าใจท่าทาง สีหน้า เกิดมาจากการที่เห็น จำ แล้วเลียนแบบนั่นเอง เพราะมนุษย์เรามีเซลล์ประสาทกระจกเงา (mirror neuron) จากการศึกษาวิจัยในลิง สังเกตเห็นว่าแม้ลิงจะอยู่เฉย แต่เซลล์ประสาทในสมองที่ทำหน้าที่ด้านการเคลื่อนไหว ยังคงทำงาน ยังมีการบันทึกสิ่งที่ตามองเห็นเอาไว้ แล้วเมื่อมีโอกาสลิงก็จะแสดงพฤติกรรมเช่นเดียวกับสิ่งที่มองเห็นนั้นออกมา

         จากการวิจัยนี้ทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องพฤติกรรมเลียนแบบในเด็ก ที่แม้พ่อแม่ ครู ไม่ได้สอน แต่จากการมองเห็นในสิ่งที่พ่อแม่หรือครูทำ เด็กก็จะแสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมาตามที่เห็นได้  ดังนั้นถ้าจะให้เซลล์กระจกเงาของเด็กพัฒนาไปได้ดี เด็กต้องมีโอกาสได้เห็นและเลียนแบบพฤติกรรมที่ดีของคนรอบข้าง ดังคำกล่าวที่ว่า “เด็กเป็นอย่างที่เราเป็น มากกว่าเป็นอย่างที่เราสอน”

อีกทั้งมีงานวิจัยเรื่องการสร้างบทเรียนพิเศษเพื่อให้เด็กที่เป็นโรคออทิสซึ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น  พบว่า เมื่อนำภาพใบหน้าที่แสดงอารมณ์ต่างๆ เช่น ยิ้ม โกรธ  เฉยๆ ฯลฯ มาให้เด็กดู แล้วบอกเขาว่า ใบหน้านั้นๆ คืออารมณ์อะไร กับการเอาภาพใบหน้าที่แสดงอารมณ์บวกกับภาพที่มีท่าทางประกอบด้วยมาให้ดู พบว่าการมีท่าทางประกอบ ช่วยให้เด็กรับรู้ความหมายของอารมณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น  งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า หากเด็กจำเป็นต้องเรียนผ่านสื่อออนไลน์  ก็ควรให้เด็กได้เห็นท่าทางด้วย ไม่ใช่เห็นเฉพาะใบหน้าเพื่อน หรือครูเท่านั้น  เพื่อทำให้เกิดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมที่ดีกว่า

ดังนั้น  แม้ร่างกายจำต้องห่างกันเพื่อป้องกันโรค  แต่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และคุณครูจะต้องตระหนักว่าเด็กๆ จะต้องไม่ขาดโอกาสเรียนรู้ทักษะอารมณ์–สังคม และการมีความรู้สึกเชื่อมโยงสัมพันธ์กับสังคม จะต้องปรับกิจกรรมให้เอื้อต่อการส่งเสริมให้เด็กมีทักษะนี้ด้วย

Related Articles

Self ที่ดี ตัวตั้งต้นสมองและสุภาพจิตที่ดี

จากประสบการณ์เป็นจิตแพทย์มายาวนาน นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ พบว่าอุบัติการณ์หนึ่งที่พบมากขึ้นในเด็กวัยรุ่นคือการกรีดข้อมือ พร้อมอธิบายว่า การกรีดทำให้เจ็บ ได้เห็นเลือด เป็นการพิสูจน์ว่าตัวเองมีตัวตนและกล่าวว่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น ฝ่าไฟแดง ติดเอดส์ หรือกรีดข้อมือ เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กวัยรุ่นที่ไม่มีตัวตน“ไม่มีตัวตนก็ไม่มีตัวเองให้รัก” สาเหตุมาจากพื้นฐานชีวิตในวัย 3 ขวบปีแรกที่เลวร้าย เด็กบางคนถึงขั้นกรีดตัวเองทุก3 เดือน ซึ่งรักษาได้ยากมากเพราะฉะนั้น 3 ปีแรกของชีวิตจึงสำคัญมากในช่วงเวลานี้เด็กมีงานสำคัญคือสร้างตัวเอง หรือตัวตน (self) โดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง (self-centered)...

แม่ที่มีอยู่จริง

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักเขียนชี้ว่า “แม่ที่มีอยู่จริง” เป็นต้นทางของพัฒนาการที่ก้าวหน้าของลูกและสร้างอาวุธลับที่พ่อแม่ใช้พิชิตลูกวัยรุ่น ใน12 เดือนแรกของชีวิต ทารกมีหน้าที่ “ไว้ใจโลก” และ “ไว้ใจพ่อแม่” ก่อนจะเติบโตแยกออกไปจากอกพ่อแม่ ถ้าเด็กไม่ไว้ใจโลกหรือรู้สึกว่าโลกไม่น่าไว้ใจ พัฒนาการจะหยุดหัฒนา ไม่ก้าวต่อไป เช่น ถ้าทารกคลาน นั่ง ยืน แล้วล้ม ร้องไห้ แล้วไม่มีคนสนใจมาปลอบมาอุ้ม ทารกจะเกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจ เมื่อไม่ไว้ใจก็จะไม่กล้าพัฒนาก้าวต่อไป ไม่ยืน...

สร้าง Self ที่ดีให้เด็กประถม

ปกนิตยสารไทม์เมื่อ 3 ปีก่อน มีภาพเด็กผู้หญิงนอนแล้วถ่ายภาพเซลฟี่ตัวเอง พร้อมแคปชั่น “me and my generation”  หมายความว่าเด็กในรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และการปรากฏตัวต่อคนรอบข้าง  นับว่าเป็นเรื่องดีที่เด็กยุคนี้มีแนวโน้มมุ่งความสนใจที่ตัวตน เป็นต้นทุนที่ดีมากในการที่จะฟูมฟักเรื่อง self ให้เข้มแข็ง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ว่า “เป้าหมายของประถมศึกษาที่ควรจะเป็นในยุคหลัง 2015 คือต้องให้เด็กได้พึ่งพาตัวเอง ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง” ซึ่งมีฐานมาจาก self ที่เข้มแข็งนั่นเอง Self คืออะไร เด็กทุกคนเติบโตขึ้นมาโดยควรต้องรู้จักตัวตนของตัวเอง รู้ว่าตัวเองคือใครและจะไปยืนอยู่ตรงไหนในโลก...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

70,526แฟนคลับชอบ
- EF Development Tools -

Latest Articles

Self ที่ดี ตัวตั้งต้นสมองและสุภาพจิตที่ดี

จากประสบการณ์เป็นจิตแพทย์มายาวนาน นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ พบว่าอุบัติการณ์หนึ่งที่พบมากขึ้นในเด็กวัยรุ่นคือการกรีดข้อมือ พร้อมอธิบายว่า การกรีดทำให้เจ็บ ได้เห็นเลือด เป็นการพิสูจน์ว่าตัวเองมีตัวตนและกล่าวว่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น ฝ่าไฟแดง ติดเอดส์ หรือกรีดข้อมือ เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กวัยรุ่นที่ไม่มีตัวตน“ไม่มีตัวตนก็ไม่มีตัวเองให้รัก” สาเหตุมาจากพื้นฐานชีวิตในวัย 3 ขวบปีแรกที่เลวร้าย เด็กบางคนถึงขั้นกรีดตัวเองทุก3 เดือน ซึ่งรักษาได้ยากมากเพราะฉะนั้น 3 ปีแรกของชีวิตจึงสำคัญมากในช่วงเวลานี้เด็กมีงานสำคัญคือสร้างตัวเอง หรือตัวตน (self) โดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง (self-centered)...

แม่ที่มีอยู่จริง

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักเขียนชี้ว่า “แม่ที่มีอยู่จริง” เป็นต้นทางของพัฒนาการที่ก้าวหน้าของลูกและสร้างอาวุธลับที่พ่อแม่ใช้พิชิตลูกวัยรุ่น ใน12 เดือนแรกของชีวิต ทารกมีหน้าที่ “ไว้ใจโลก” และ “ไว้ใจพ่อแม่” ก่อนจะเติบโตแยกออกไปจากอกพ่อแม่ ถ้าเด็กไม่ไว้ใจโลกหรือรู้สึกว่าโลกไม่น่าไว้ใจ พัฒนาการจะหยุดหัฒนา ไม่ก้าวต่อไป เช่น ถ้าทารกคลาน นั่ง ยืน แล้วล้ม ร้องไห้ แล้วไม่มีคนสนใจมาปลอบมาอุ้ม ทารกจะเกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจ เมื่อไม่ไว้ใจก็จะไม่กล้าพัฒนาก้าวต่อไป ไม่ยืน...

สร้าง Self ที่ดีให้เด็กประถม

ปกนิตยสารไทม์เมื่อ 3 ปีก่อน มีภาพเด็กผู้หญิงนอนแล้วถ่ายภาพเซลฟี่ตัวเอง พร้อมแคปชั่น “me and my generation”  หมายความว่าเด็กในรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และการปรากฏตัวต่อคนรอบข้าง  นับว่าเป็นเรื่องดีที่เด็กยุคนี้มีแนวโน้มมุ่งความสนใจที่ตัวตน เป็นต้นทุนที่ดีมากในการที่จะฟูมฟักเรื่อง self ให้เข้มแข็ง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ว่า “เป้าหมายของประถมศึกษาที่ควรจะเป็นในยุคหลัง 2015 คือต้องให้เด็กได้พึ่งพาตัวเอง ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง” ซึ่งมีฐานมาจาก self ที่เข้มแข็งนั่นเอง Self คืออะไร เด็กทุกคนเติบโตขึ้นมาโดยควรต้องรู้จักตัวตนของตัวเอง รู้ว่าตัวเองคือใครและจะไปยืนอยู่ตรงไหนในโลก...

จะทำให้เด็กวัยเรียน “เรียนรู้อย่างมีความหมาย” ได้อย่างไร

เรารู้กันดีว่า เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดีหากมีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย(meaningful learning)แต่ยังอาจไม่ชัดเจนว่าการเรียนรู้อย่างมีความหมายนั้นเป็นอย่างไร มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร และควรใช้วิธีการใด ถาม : การเรียนรู้อย่างมีความหมายคืออย่างไร ตอบ :การเรียนรู้อย่างมีความหมาย คือการเรียนรู้ที่รู้ว่าจะเรียนรู้ไปเพื่ออะไร เชื่อมโยงกับตัวผู้เรียน ผู้เรียนรู้ว่าสิ่งที่เรียนรู้จะมีผล จะกระทบต่อตัวเขาอย่างไรเรียนรู้แล้วสามารถที่จะเชื่อมโยงกับชีวิตจริงกับตัวเองได้ นำมาจัดการตัวเองได้ จัดการกับสภาพแวดล้อมได้ รู้ว่าเมื่อเรียนรู้มาแล้วจะเอาความรู้นั้นไปทำอะไรต่อ การเรียนรู้ที่มีความหมายจึงมีความหมายใน 2 มิติ คือความหมายต่อตัวเขาเอง และต่อสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเขา ในบ้าน นอกบ้าน...

การเตรียมเด็กประถมให้เป็น Active Citizen หรือพลเมืองที่เข้มแข็ง

คำว่า “การเป็นพลเมืองดี พลเมืองที่เข้มแข็ง” อาจฟังดูห่างไกลจากเด็ก เป็นนามธรรมที่เด็กเล็กไม่น่าจะเรียนรู้เข้าใจได้ แต่โดยธรรมชาติพัฒนาการแล้ว เด็กในวัยประถม หน้าต่างแห่งโอกาสของการปลูกฝัง ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม สำหรับ กำลังเปิด เพราะถึงวัยที่เด็กเริ่มรับรู้เหตุผล ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องฉวยโอกาสนี้ปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีให้เด็ก ให้เด็กได้เรียนรู้ social norm โดยปรับวิธีการปลูกฝังไปกับบริบทรอบตัวเด็กให้สอดคล้องกับวัย และทำให้เป็นรูปธรรม เช่น การเป็นพลเมืองดีคือการไม่ทำให้เพื่อนเสียใจ...