สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

RLG-EF Admin

Avatar
229 โพสต์39 ความคิดเห็น

เปิดโลกการเรียนรู้ให้เด็กด้วยการเข้าใจ เข้าถึงเด็กให้มากขึ้น

การจะทำให้เด็กเปิดใจเปิดประตูสู่การเรียนรู้อย่างแท้จริงได้นั้น อันดับแรกครูต้องตระหนักว่าเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน เด็กแต่ละคน มีความสามารถในการมีสมาธิ (Attention Span) ไม่เท่ากันความสามารถที่จะจดจ่อกับเรื่องใดๆ นั้น เป็นพัฒนาการของสมอง หมายความว่า ผู้ใหญ่ไม่สามารถคาดหวังให้เด็กเล็กๆ นั่งลงแล้วเรียนเพราะสมองยังไม่พัฒนา และขณะเดียวกัน เด็กถึงแม้จะมีอายุเท่ากัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมี attention span เท่ากัน พันธุกรรมเกี่ยวกับสมองส่วนหน้าของเด็กแต่ละคนทำให้การพัฒนาของสมองไม่เท่ากัน เด็กบางคนสามารถจดจ่อได้นาน บางคนวอกแวกง่าย ซึ่งถือว่าปกติ เพราะเด็กมีความแตกต่างกัน (แต่ถ้าวอกแวกเกินค่าปกติจะเป็นโรคสมาธิสั้น พบว่าเด็กสมาธิสั้นแม้จะติดเกมง่าย...

ครูคือคนสำคัญ ต้องเสริมความรู้ที่เข้มแข็งให้ครู

ครูนับเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพของประเทศ จะเรียกว่ามีบทบาทหน้าที่ “สร้างชาติ”ก็ว่าได้  ปัจจุบันพบว่าครูมีทั้งส่วนที่ปรับเปลี่ยนพัฒนาบทบาทตนเอง และมีส่วนที่ยังไม่ปรับเปลี่ยนบทบาท ยังมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการเรียนรู้และการพัฒนาเด็กไม่ดีพอ นักการศึกษาและแพทย์พบว่า บทบาทของครูที่ปรับเปลี่ยนพัฒนา คือ  ครูมีบทบาทในการคัดกรองเด็กที่มีปัญหามากขึ้น เมื่อ 20 ปีก่อน เด็กที่เข้ามารับคำปรึกษาที่คลินิก พัฒนาการเด็ก ส่วนใหญ่พ่อแม่จะเป็นผู้พามาเอง เช่น ลูกมีปัญหาอ่านหนังสือไม่ออก สมาธิสั้น ฯลฯ แต่ปัจจุบันครึ่งหนึ่งของเด็กที่มาพบแพทย์ ครูบอกให้พ่อแม่พามา อีกครึ่งหนึ่งครูพามาเอง  ต่างกับในอดีตที่หากเด็กเรียนไม่ได้ อ่านไม่ออก...

การเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กขาดโอกาสพัฒนาสมอง

พัฒนาการทางสมองของคนเรามีอยู่ 2 แบบ คือ Experience-Expectant Development เป็นพัฒนาการทางสมองที่คาดหวังได้ในสิ่งมีชีวิต เช่น เราคาดหวังได้ว่าคนๆ หนึ่งนั้น จะคืบ คลาน นั่ง ยืน เดิน วิ่งได้เมื่ออายุเท่านั้นเท่านี้  หรือถ้าเป็นหนูจะต้องซน เพราะเป็นพันธุกรรม สมองถูกโปรแกรมมาแล้วว่าถ้าเป็นมนุษย์จะมีการพัฒนาในรูปแบบๆ นี้ โดยไม่ต้องไปหาเครื่องมืออะไรมาทำให้นั่ง ให้เดิน เพราะเมื่อถึงเวลาเด็กจะเดินได้เอง กับ...

สัมพันธภาพครู-เด็ก ต้องมาก่อนการเรียนการสอน

นักการศึกษาเชื่อว่า การเริ่มต้นเรียนรู้ใดๆ ก็ตามในเด็กวัย  สัมพันธภาพ หรือ relationshipระหว่างผู้สอนกับเด็ก ควรเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดเป็นอันดับแรก ไม่ใช่เฉพาะการสอนเด็กพิเศษเท่านั้นที่ต้องสร้าง relationship ก่อน   relationship เป็นกุญแจ เป็นประตูที่จะพาเด็กเข้าสู่การเรียนรู้ และเป็นการเรียนรู้ที่มีความสุข มีความหมาย (meaningful) กับผู้เรียน  ซึ่งถ้าครูไม่เปิดประตูนี้ออกไป สมองของเด็กก็จะไม่ทำงาน ทักษะสมอง EF ไม่พัฒนา  เพราะอยู่ในภาวะของความตื่นกลัว เด็กจะหดตัวเองไปอยู่ในพื้นที่ที่ตัวเองรู้สึกปลอดภัยที่สุด...

สมองกับการเสพติด

2 ทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ด้านสมองต่างยอมรับกันมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า “การเสพติดเป็นโรคของสมอง” ที่นำไปสู่แนวทางใหม่ในการป้องกัน การบำบัด และการวางนโยบายสุขภาพด้านยาเสพติดของสังคม แต่ก็ยังมีหลายคำถามค้างคาใจกันอยู่ อาจด้วยพฤติกรรมหรือลักษณะการแสดงออกของผู้เสพติดยังไม่ได้รับการอธิบายในทางประสาทวิทยาอย่างชัดแจ้ง บทความชื่อ Neurobiologic Advances from the Brain Disease Model of Addiction  เขียนโดยแพทย์หญิง Nora D. Volkow, ดร....

ฝึกฝนทักษะสมอง EF ด้วยการพูดคุยภาษาถิ่น

นักวิจัยหลายกลุ่มทั้งในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ได้ให้ความสนใจในเรื่องของการพูดสองภาษาว่ามีผลต่อการพัฒนาทักษะสมอง EF อย่างไรบ้าง           คำว่าสองภาษาในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่ภาษาในประเทศกับภาษาต่างประเทศเท่านั้น แต่รวมไปถึงภาษาระหว่างภาคและระหว่างจังหวัดในประเทศ ที่เรียกกันว่าภาษาท้องถิ่นหรือภาษาถิ่นด้วย           นักวิจัยเรียกคนที่พูดสองภาษา (เช่น ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) ว่า Bilingual ส่วนคนที่พูดสองภาษา โดยเป็นภาษาในประเทศแต่ต่างภูมิภาคกัน (เช่น คนที่พูดได้ทั้งภาษาภาคกลางหรือภาษากลาง และภาษาอีสาน / ภาษาใต้ หรือภาษาเหนือ) ว่า Bi-Dialectal ผลงานวิจัยเกี่ยวกับเด็ก Bilingual...

EF กับ Growth Mindset

คนที่ประยุกต์ใช้เรื่อง EF ในการพัฒนาเด็กหรือการศึกษา  ควรได้มองความเชื่อมโยงเข้าสู่ growth mindset ซึ่งเป็นความเชื่อหรือสมมติฐาน (assumption) ซึ่งใช้ได้กับทุกเรื่องไม่ว่าเรื่องใด ตัวมนุษย์เองก็ตาม ปัญหาการศึกษาที่เราเผชิญความยากลำบากอยู่ก็ตาม หรือแม้แต่ปัญหาการเมืองที่เราเห็นอยู่ยากลำบาก หรือแม้แต่ปัญหาเศรษฐกิจก็เช่นกัน  ถ้าเรามี growth mind set เราจะมีความเชื่อว่า “มันปรับปรุงได้ พัฒนาได้” พูดง่ายๆ ทำให้เราไม่ท้อถอย  growth mindset นั้น...

สถานการณ์โควิด เด็กขาดโอกาสเรียนรู้เรื่องสำคัญของชีวิต

เวลานี้มนุษยชาติทั้งโลกต้องเผชิญและหาทางตอบสนองต่อแรงกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อน เมื่อเกิดโรคระบาดระดับที่คร่าชีวิตผู้คนได้ง่ายอย่างเชื้อโคโรนาไวรัส เรามีโอกาสติดเชื้อจากฝอยละออง (droplets) ที่กระเด็นมาจากปาก/จมูกของผู้ที่มีเชื้อโรคซึ่งอยู่ห่างจากตัวเราไม่ถึง 1- 2 เมตร ทั้งๆ ที่ผู้ติดเชื้อนั้นอาจยังไม่แสดงอาการใดๆ ของโรคให้ปรากฏเห็นเลยก็ตาม  มาตรการสำคัญที่สุดในการป้องกันโรคที่องค์การอนามัยโลกแนะนำในขณะนี้ก็คือ การสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และใช้ชีวิตอยู่ห่างจากกัน (Physical Distancing)   วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างมากนี้สร้างแรงกดดันที่กระทบถึงความเป็นปกติสุขของประชาชน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่กำลังอยู่ในวัยเรียนรู้และมีการเติบโตพัฒนา สถานการณ์โควิดอาจมีผลต่อพัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ์จิตใจ สังคม และการเรียนรู้ของเด็กในช่วงวัยที่สำคัญที่สุดของชีวิตพวกเขา ในการจัดการความรู้ร่วมกันของนักวิชาการสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ...

Stay Connected

21,914แฟนคลับชอบ
2,506ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -

Latest Articles

Self ที่ดี ตัวตั้งต้นสมองและสุภาพจิตที่ดี

จากประสบการณ์เป็นจิตแพทย์มายาวนาน นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ พบว่าอุบัติการณ์หนึ่งที่พบมากขึ้นในเด็กวัยรุ่นคือการกรีดข้อมือ พร้อมอธิบายว่า การกรีดทำให้เจ็บ ได้เห็นเลือด เป็นการพิสูจน์ว่าตัวเองมีตัวตนและกล่าวว่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น ฝ่าไฟแดง ติดเอดส์ หรือกรีดข้อมือ เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กวัยรุ่นที่ไม่มีตัวตน“ไม่มีตัวตนก็ไม่มีตัวเองให้รัก” สาเหตุมาจากพื้นฐานชีวิตในวัย 3 ขวบปีแรกที่เลวร้าย เด็กบางคนถึงขั้นกรีดตัวเองทุก3 เดือน ซึ่งรักษาได้ยากมากเพราะฉะนั้น 3 ปีแรกของชีวิตจึงสำคัญมากในช่วงเวลานี้เด็กมีงานสำคัญคือสร้างตัวเอง หรือตัวตน (self) โดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง (self-centered)...

แม่ที่มีอยู่จริง

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักเขียนชี้ว่า “แม่ที่มีอยู่จริง” เป็นต้นทางของพัฒนาการที่ก้าวหน้าของลูกและสร้างอาวุธลับที่พ่อแม่ใช้พิชิตลูกวัยรุ่น ใน12 เดือนแรกของชีวิต ทารกมีหน้าที่ “ไว้ใจโลก” และ “ไว้ใจพ่อแม่” ก่อนจะเติบโตแยกออกไปจากอกพ่อแม่ ถ้าเด็กไม่ไว้ใจโลกหรือรู้สึกว่าโลกไม่น่าไว้ใจ พัฒนาการจะหยุดหัฒนา ไม่ก้าวต่อไป เช่น ถ้าทารกคลาน นั่ง ยืน แล้วล้ม ร้องไห้ แล้วไม่มีคนสนใจมาปลอบมาอุ้ม ทารกจะเกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจ เมื่อไม่ไว้ใจก็จะไม่กล้าพัฒนาก้าวต่อไป ไม่ยืน...

สร้าง Self ที่ดีให้เด็กประถม

ปกนิตยสารไทม์เมื่อ 3 ปีก่อน มีภาพเด็กผู้หญิงนอนแล้วถ่ายภาพเซลฟี่ตัวเอง พร้อมแคปชั่น “me and my generation”  หมายความว่าเด็กในรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และการปรากฏตัวต่อคนรอบข้าง  นับว่าเป็นเรื่องดีที่เด็กยุคนี้มีแนวโน้มมุ่งความสนใจที่ตัวตน เป็นต้นทุนที่ดีมากในการที่จะฟูมฟักเรื่อง self ให้เข้มแข็ง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ว่า “เป้าหมายของประถมศึกษาที่ควรจะเป็นในยุคหลัง 2015 คือต้องให้เด็กได้พึ่งพาตัวเอง ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง” ซึ่งมีฐานมาจาก self ที่เข้มแข็งนั่นเอง Self คืออะไร เด็กทุกคนเติบโตขึ้นมาโดยควรต้องรู้จักตัวตนของตัวเอง รู้ว่าตัวเองคือใครและจะไปยืนอยู่ตรงไหนในโลก...

จะทำให้เด็กวัยเรียน “เรียนรู้อย่างมีความหมาย” ได้อย่างไร

เรารู้กันดีว่า เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดีหากมีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย(meaningful learning)แต่ยังอาจไม่ชัดเจนว่าการเรียนรู้อย่างมีความหมายนั้นเป็นอย่างไร มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร และควรใช้วิธีการใด ถาม : การเรียนรู้อย่างมีความหมายคืออย่างไร ตอบ :การเรียนรู้อย่างมีความหมาย คือการเรียนรู้ที่รู้ว่าจะเรียนรู้ไปเพื่ออะไร เชื่อมโยงกับตัวผู้เรียน ผู้เรียนรู้ว่าสิ่งที่เรียนรู้จะมีผล จะกระทบต่อตัวเขาอย่างไรเรียนรู้แล้วสามารถที่จะเชื่อมโยงกับชีวิตจริงกับตัวเองได้ นำมาจัดการตัวเองได้ จัดการกับสภาพแวดล้อมได้ รู้ว่าเมื่อเรียนรู้มาแล้วจะเอาความรู้นั้นไปทำอะไรต่อ การเรียนรู้ที่มีความหมายจึงมีความหมายใน 2 มิติ คือความหมายต่อตัวเขาเอง และต่อสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเขา ในบ้าน นอกบ้าน...

การเตรียมเด็กประถมให้เป็น Active Citizen หรือพลเมืองที่เข้มแข็ง

คำว่า “การเป็นพลเมืองดี พลเมืองที่เข้มแข็ง” อาจฟังดูห่างไกลจากเด็ก เป็นนามธรรมที่เด็กเล็กไม่น่าจะเรียนรู้เข้าใจได้ แต่โดยธรรมชาติพัฒนาการแล้ว เด็กในวัยประถม หน้าต่างแห่งโอกาสของการปลูกฝัง ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม สำหรับ กำลังเปิด เพราะถึงวัยที่เด็กเริ่มรับรู้เหตุผล ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องฉวยโอกาสนี้ปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีให้เด็ก ให้เด็กได้เรียนรู้ social norm โดยปรับวิธีการปลูกฝังไปกับบริบทรอบตัวเด็กให้สอดคล้องกับวัย และทำให้เป็นรูปธรรม เช่น การเป็นพลเมืองดีคือการไม่ทำให้เพื่อนเสียใจ...