สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

New Normal ส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมควบคู่ไปกับวิชาการ

ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป โลกผันผวนเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มีโรคระบาดเช่นโควิด19 มีภัยพิบัติต่างๆ  เราต้องสร้างเด็กที่มีความอดทนสูง ปรับตัวได้ไว ล้มแล้วลุกขึ้นมาเองได้เร็ว โดยไม่ต้องรอให้ใครมาช่วยดึงขึ้น  มนุษย์ที่มีความสามารถเช่นนี้จะต้องมีทักษะทางอารมณ์และสังคมที่ดี ซึ่งจะทำให้เข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น เข้าใจโลก รับมือกับความเป็นไปของโลกได้

ดังนั้น หนึ่งในพัฒนาการ 4  ด้านของเด็กยุคนี้ที่ครูและพ่อแม่ควรให้ความสำคัญอย่างมากและส่งเสริมพัฒนาคือพัฒนาการด้านอารมณ์และสังคม ซึ่งกรมสุขภาพจิตได้นิยามไว้ว่า “เป็นการเข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข” เราจึงต้องส่งเสริมพัฒนาเด็กให้เขาเข้าใจตัวเอง จัดการตัวเองได้ เข้าใจคนอื่น มีมนุษยสัมพันธ์ มีทักษะทางสังคม และดำรงชีวิตอย่างมีความสุข  

คำว่าเข้าใจตัวเอง เข้าใจผู้อื่น ดำรงชีวิตอย่างมีความสุข มีการตีความว่า คือ “เก่ง ดี มีสุข”  แต่คำว่า “เก่ง” จะต้องไม่ตีความหมายผิดเป็นเรียนเก่ง  คำว่าเก่งในที่นี้ควรเป็น ปรับตัวเก่ง รู้จักตัวเอง เข้าใจตัวเอง มีคุณธรรม จริยธรรม เข้าใจคนอื่น เช่นรู้ว่าเพื่อนเสียใจควรจะทำอย่างไร  นี่คือทักษะอารมณ์และสังคมนั่นเอง

ยังมีการตีความหมาย มีความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอีกอย่าง  มักเข้าใจกันว่าพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมที่ดีเป็นเพียงการที่เด็กหัวเราะ สามารถเล่นกับเพื่อนได้เท่านั้น

เมื่อครูตีความหมายผิด เวลาทำแผนจัดประสบการณ์ ก็จะให้เด็กได้ร้องเพลง เล่นดนตรี ให้สนุกกับเพื่อน ถ้าเด็กทำได้ก็ประเมินว่าเด็กได้รับการพัฒนาด้านอารมณ์และสังคมแล้ว  ในแผนนั้นไม่มีการสอนการพัฒนาเรื่อง self management เรื่องการจัดการความโกรธและการควบคุมตัวเองเลย  หรือทักษะทางสังคม ครูเพียงแบ่งกลุ่มให้เด็กทำงานด้วยกัน โดยไม่ได้สอนอะไร ไม่ได้ให้เด็กมาทบทวนหรือมาคิดว่าการทำงานร่วมกับคนอื่นนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง  หรือเวลาที่เด็กโกรธ ครูไม่ได้มีกระบวนการให้เด็กเรียนรู้เรื่องอารมณ์ การควบคุมอารมณ์ เด็กก็ไม่เกิดการเรียนรู้พัฒนาด้านอารมณ์ สังคมจริงๆ

ถ้าเช่นนั้นแล้วเราควรจะส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ พัฒนาทักษะอารมณ์และสังคมอย่างไร

งานวิจัยเรื่องการส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม(Social & Emotion Learning) ของ Jones and Bouffard (2012) ได้เสนอว่า

1. ให้พัฒนาการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมผ่านบริบทในโรงเรียน  กระบวนการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมที่ดีจะต้องเริ่มจากความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและครอบครัว ซึ่งเป็นความสัมพันธ์พื้นฐานในชีวิต  นอกจากนี้ทักษะทางสังคมและอารมณ์ของครูก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการพัฒนาการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักเรียน ครูที่มีทักษะทางอารมณ์และสังคมที่ดีมีแนวโน้มว่าจะมีส่วนช่วยพัฒนการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. ส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมควบคู่ไปกับการเรียนรู้ทางวิชาการ  การเรียนรู้ทั้งสองส่วนนี้มีความเชื่อมโยงกัน เพราะการเรียนในห้องเรียนนั้นผู้เรียนไม่เพียงใช้ทักษะทางวิชาการเพื่อจะเข้าใจเนื้อหาเท่านั้น แต่ต้องอาศัยทักษะการสื่อสาร ทักษะในการเข้าใจอารมณ์ผู้อื่นเพื่อที่จะสามารถทำงานกับเพื่อน รวมถึงการควบคุมอารมณ์และจัดการตนเอง เพื่อที่จะเรียนรู้และทำงานได้สำเร็จตามที่ได้รับมอบหมาย  ความสัมพันธ์เชื่อมโยงทั้งสองทักษะเช่นนี้ ทำให้ต้องส่งเสริมการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมควรควบคู่ไปกับการเรียนเนื้อหาทางวิชาการ

3. ต้องจัดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากทักษะเป็นความชำนาญ ต้องอาศัยการฝึกฝนปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ  ดังนั้นการทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจึงเป็นหลักการสำคัญที่จะสนับสนุนให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ

4. มีระบบการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมที่เป็นเอกภาพ ทั้งในห้องเรียนและภาพรวมของโรงเรียนต้องมีระบบหรือข้อกำหนดในการส่งเสริมการเรียนรู้ที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อให้บุคลากรในโรงเรียนสามารถวางแผนพัฒนานักเรียนไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงสามารถนำระบบหรือมาตรฐานดังกล่าวมาเป็นข้อมูลเพื่อขอความร่วมมือจากผู้ปกครองให้มีส่วนช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมของนักเรียนอีกด้วย 

เครดิตภาพ : casel.org

เครดิตภาพ : Istock

Related Articles

Self ที่ดี ตัวตั้งต้นสมองและสุภาพจิตที่ดี

จากประสบการณ์เป็นจิตแพทย์มายาวนาน นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ พบว่าอุบัติการณ์หนึ่งที่พบมากขึ้นในเด็กวัยรุ่นคือการกรีดข้อมือ พร้อมอธิบายว่า การกรีดทำให้เจ็บ ได้เห็นเลือด เป็นการพิสูจน์ว่าตัวเองมีตัวตนและกล่าวว่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น ฝ่าไฟแดง ติดเอดส์ หรือกรีดข้อมือ เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กวัยรุ่นที่ไม่มีตัวตน“ไม่มีตัวตนก็ไม่มีตัวเองให้รัก” สาเหตุมาจากพื้นฐานชีวิตในวัย 3 ขวบปีแรกที่เลวร้าย เด็กบางคนถึงขั้นกรีดตัวเองทุก3 เดือน ซึ่งรักษาได้ยากมากเพราะฉะนั้น 3 ปีแรกของชีวิตจึงสำคัญมากในช่วงเวลานี้เด็กมีงานสำคัญคือสร้างตัวเอง หรือตัวตน (self) โดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง (self-centered)...

แม่ที่มีอยู่จริง

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักเขียนชี้ว่า “แม่ที่มีอยู่จริง” เป็นต้นทางของพัฒนาการที่ก้าวหน้าของลูกและสร้างอาวุธลับที่พ่อแม่ใช้พิชิตลูกวัยรุ่น ใน12 เดือนแรกของชีวิต ทารกมีหน้าที่ “ไว้ใจโลก” และ “ไว้ใจพ่อแม่” ก่อนจะเติบโตแยกออกไปจากอกพ่อแม่ ถ้าเด็กไม่ไว้ใจโลกหรือรู้สึกว่าโลกไม่น่าไว้ใจ พัฒนาการจะหยุดหัฒนา ไม่ก้าวต่อไป เช่น ถ้าทารกคลาน นั่ง ยืน แล้วล้ม ร้องไห้ แล้วไม่มีคนสนใจมาปลอบมาอุ้ม ทารกจะเกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจ เมื่อไม่ไว้ใจก็จะไม่กล้าพัฒนาก้าวต่อไป ไม่ยืน...

สร้าง Self ที่ดีให้เด็กประถม

ปกนิตยสารไทม์เมื่อ 3 ปีก่อน มีภาพเด็กผู้หญิงนอนแล้วถ่ายภาพเซลฟี่ตัวเอง พร้อมแคปชั่น “me and my generation”  หมายความว่าเด็กในรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และการปรากฏตัวต่อคนรอบข้าง  นับว่าเป็นเรื่องดีที่เด็กยุคนี้มีแนวโน้มมุ่งความสนใจที่ตัวตน เป็นต้นทุนที่ดีมากในการที่จะฟูมฟักเรื่อง self ให้เข้มแข็ง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ว่า “เป้าหมายของประถมศึกษาที่ควรจะเป็นในยุคหลัง 2015 คือต้องให้เด็กได้พึ่งพาตัวเอง ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง” ซึ่งมีฐานมาจาก self ที่เข้มแข็งนั่นเอง Self คืออะไร เด็กทุกคนเติบโตขึ้นมาโดยควรต้องรู้จักตัวตนของตัวเอง รู้ว่าตัวเองคือใครและจะไปยืนอยู่ตรงไหนในโลก...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

71,670แฟนคลับชอบ
- EF Development Tools -

Latest Articles

Self ที่ดี ตัวตั้งต้นสมองและสุภาพจิตที่ดี

จากประสบการณ์เป็นจิตแพทย์มายาวนาน นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ พบว่าอุบัติการณ์หนึ่งที่พบมากขึ้นในเด็กวัยรุ่นคือการกรีดข้อมือ พร้อมอธิบายว่า การกรีดทำให้เจ็บ ได้เห็นเลือด เป็นการพิสูจน์ว่าตัวเองมีตัวตนและกล่าวว่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น ฝ่าไฟแดง ติดเอดส์ หรือกรีดข้อมือ เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กวัยรุ่นที่ไม่มีตัวตน“ไม่มีตัวตนก็ไม่มีตัวเองให้รัก” สาเหตุมาจากพื้นฐานชีวิตในวัย 3 ขวบปีแรกที่เลวร้าย เด็กบางคนถึงขั้นกรีดตัวเองทุก3 เดือน ซึ่งรักษาได้ยากมากเพราะฉะนั้น 3 ปีแรกของชีวิตจึงสำคัญมากในช่วงเวลานี้เด็กมีงานสำคัญคือสร้างตัวเอง หรือตัวตน (self) โดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง (self-centered)...

แม่ที่มีอยู่จริง

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักเขียนชี้ว่า “แม่ที่มีอยู่จริง” เป็นต้นทางของพัฒนาการที่ก้าวหน้าของลูกและสร้างอาวุธลับที่พ่อแม่ใช้พิชิตลูกวัยรุ่น ใน12 เดือนแรกของชีวิต ทารกมีหน้าที่ “ไว้ใจโลก” และ “ไว้ใจพ่อแม่” ก่อนจะเติบโตแยกออกไปจากอกพ่อแม่ ถ้าเด็กไม่ไว้ใจโลกหรือรู้สึกว่าโลกไม่น่าไว้ใจ พัฒนาการจะหยุดหัฒนา ไม่ก้าวต่อไป เช่น ถ้าทารกคลาน นั่ง ยืน แล้วล้ม ร้องไห้ แล้วไม่มีคนสนใจมาปลอบมาอุ้ม ทารกจะเกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจ เมื่อไม่ไว้ใจก็จะไม่กล้าพัฒนาก้าวต่อไป ไม่ยืน...

สร้าง Self ที่ดีให้เด็กประถม

ปกนิตยสารไทม์เมื่อ 3 ปีก่อน มีภาพเด็กผู้หญิงนอนแล้วถ่ายภาพเซลฟี่ตัวเอง พร้อมแคปชั่น “me and my generation”  หมายความว่าเด็กในรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และการปรากฏตัวต่อคนรอบข้าง  นับว่าเป็นเรื่องดีที่เด็กยุคนี้มีแนวโน้มมุ่งความสนใจที่ตัวตน เป็นต้นทุนที่ดีมากในการที่จะฟูมฟักเรื่อง self ให้เข้มแข็ง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ว่า “เป้าหมายของประถมศึกษาที่ควรจะเป็นในยุคหลัง 2015 คือต้องให้เด็กได้พึ่งพาตัวเอง ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง” ซึ่งมีฐานมาจาก self ที่เข้มแข็งนั่นเอง Self คืออะไร เด็กทุกคนเติบโตขึ้นมาโดยควรต้องรู้จักตัวตนของตัวเอง รู้ว่าตัวเองคือใครและจะไปยืนอยู่ตรงไหนในโลก...

จะทำให้เด็กวัยเรียน “เรียนรู้อย่างมีความหมาย” ได้อย่างไร

เรารู้กันดีว่า เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดีหากมีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย(meaningful learning)แต่ยังอาจไม่ชัดเจนว่าการเรียนรู้อย่างมีความหมายนั้นเป็นอย่างไร มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร และควรใช้วิธีการใด ถาม : การเรียนรู้อย่างมีความหมายคืออย่างไร ตอบ :การเรียนรู้อย่างมีความหมาย คือการเรียนรู้ที่รู้ว่าจะเรียนรู้ไปเพื่ออะไร เชื่อมโยงกับตัวผู้เรียน ผู้เรียนรู้ว่าสิ่งที่เรียนรู้จะมีผล จะกระทบต่อตัวเขาอย่างไรเรียนรู้แล้วสามารถที่จะเชื่อมโยงกับชีวิตจริงกับตัวเองได้ นำมาจัดการตัวเองได้ จัดการกับสภาพแวดล้อมได้ รู้ว่าเมื่อเรียนรู้มาแล้วจะเอาความรู้นั้นไปทำอะไรต่อ การเรียนรู้ที่มีความหมายจึงมีความหมายใน 2 มิติ คือความหมายต่อตัวเขาเอง และต่อสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเขา ในบ้าน นอกบ้าน...

การเตรียมเด็กประถมให้เป็น Active Citizen หรือพลเมืองที่เข้มแข็ง

คำว่า “การเป็นพลเมืองดี พลเมืองที่เข้มแข็ง” อาจฟังดูห่างไกลจากเด็ก เป็นนามธรรมที่เด็กเล็กไม่น่าจะเรียนรู้เข้าใจได้ แต่โดยธรรมชาติพัฒนาการแล้ว เด็กในวัยประถม หน้าต่างแห่งโอกาสของการปลูกฝัง ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม สำหรับ กำลังเปิด เพราะถึงวัยที่เด็กเริ่มรับรู้เหตุผล ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องฉวยโอกาสนี้ปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีให้เด็ก ให้เด็กได้เรียนรู้ social norm โดยปรับวิธีการปลูกฝังไปกับบริบทรอบตัวเด็กให้สอดคล้องกับวัย และทำให้เป็นรูปธรรม เช่น การเป็นพลเมืองดีคือการไม่ทำให้เพื่อนเสียใจ...