Page 200 - Executive Functions ในเด็กวัย 13-18 ปี
P. 200

ท�ำไมต้องสอนให้ลงมือท�ำเอง                                                                               ได้แล้วน�ำเอำข้อมูลจำกประสบกำรณ์เดิมมำประมวลเข้ำกับข้อมูลใหม่ หำกไม่มีข้อมูลเก่ำ
                                                                                                                                            อยู่เลย ควำมจ�ำเพื่อใช้งำนจะท�ำหน้ำที่เก็บข้อมูลไว้เพื่อใช้ในครำวต่อไป

                                   >>  จุดมุ่งหมำยของกำรสอนซึ่งในที่นี้หมำยถึงกำรสอนแบบ active learning หรือ
                                   กำรจัดประสบกำรณ์กำรเรียนรู้ทุกอย่ำง ด้วยควำมหวังว่ำ วันหนึ่งเมื่อเด็กอยู่คนเดียว                           ควำมจ�ำเพื่อใช้งำนจึงมีบทบำทส�ำคัญมำกในกำรเรียนรู้ทุกอย่ำงที่เกิดขึ้น

                                   หรือต้องท�ำสิ่งนั้นโดยล�ำพังก็สำมำรถที่จะท�ำได้ ดังนั้นทั้งพ่อแม่และครูจะต้องใช้ทักษะ                    ในชีวิตประจ�ำวัน หำกอ่อนแออำจจะท�ำให้กำรเรียนรู้เป็นไปได้ช้ำ

                                   กำรวำงแผนของตนว่ำเมื่อไหร่จะต้องถอยตัวออกมำ เมื่อสอนลูกวำงแผนในครั้งแรก
                                   แล้ว ครั้งที่สองที่สำมต้องค่อยๆ ถอยตัวออกมำเป็นที่ปรึกษำยำมที่เขำต้องกำร                                   ความจ�าเพื่อใช้งาน มี 2 แบบ ได้แก่
                                                                                                                                              1. ควำมจ�ำเพื่อใช้งำนในรูปแบบภำษำพูดหรือเสียง (verbal working memory)

                                     อีกประกำรที่ส�ำคัญคือ กำรสอนให้ลูกๆ ยอมรับสิ่งที่ตนเองเป็น งำนวิจัยพบว่ำ                               เด็กที่ควำมจ�ำเพื่อใช้งำนในด้ำนนี้อ่อนแอ อำจจะไม่สำมำรถจดจ�ำค�ำสั่งหรือค�ำพูด

                                   วัยรุ่นที่ยอมรับสิ่งที่ตนเองเป็น ได้ฝึกควำมจ�ำเพื่อใช้งำน (working memory)                               ในสมองได้ ทั้งที่เข้ำใจค�ำสั่งหรือค�ำพูด
                                   กำรยับยั้งชั่งใจ กำรวำงแผนที่จะน�ำมำแก้ปัญหำของตนเองได้ เวลำวัยรุ่นแก้ปัญหำ                                2. ควำมจ�ำเพื่อใช้งำนในรูปแบบภำษำภำพ (visual-spatial working memory)
                                   ตนเองได้ สิ่งที่ตำมมำคือควำมภำคภูมิใจในแนวทำงหรือวิธีกำรที่น�ำมำแก้ไขปัญหำ                               เหมือนกำรวำดภำพในสมอง เด็กๆ ใช้ทักษะนี้ในกำรท�ำคณิตศำสตร์ กำรจ�ำรูป ล�ำดับและ

                                   ของตนเอง สิ่งที่พ่อแม่ต้องท�ำคือยับยั้งชั่งใจตนเอง เป็นโค้ชที่ดี ตั้งเป้ำ ติดตำม ชื่นชม                  สัญลักษณ์ต่ำงๆ

                                   ให้ค�ำแนะน�ำเมื่อลูกต้องกำร หรือเมื่อสิ่งที่ลูกท�ำอำจท�ำให้ตนเองหรือผู้อื่นเดือดร้อน
                                   กำรที่พ่อแม่ไม่รีบเข้ำไปจัดกำรแทนหรือรีบเข้ำไปให้ค�ำแนะน�ำสั่งสอน จะท�ำให้ลูกได้
                                   เรียนรู้เต็มที่                                                                                          ครูสำมำรถช่วยนักเรียนที่ทักษะสมอง EF ด้ำนกำรจ�ำเพื่อใช้งำนอ่อนแอได้อย่ำงไร



                                                                                                                                            >>  ครูสำมำรถช่วยได้ด้วยกำรใช้สื่อหลำกหลำยในกำรเรียนกำรสอน แทนที่จะสอนด้วย

                                   ครูจะช่วยให้นักเรียนพัฒนำทักษะสมอง EF เพื่อเรียนให้เก่งขึ้นได้อย่ำงไร                                    ปำกเปล่ำหรือกำรเขียนโจทย์แบบฝึกหัดเท่ำนั้น กำรใช้แผนภำพและอุปกรณ์เพื่อท�ำให้
                                                                                                                                            โจทย์ทำงคณิตศำสตร์กลำยเป็นสิ่งที่มองเห็นด้วยตำจะช่วยให้เด็กที่มีจุดแข็งด้ำนทักษะ

                                   >>  “ควำมจ�ำเพื่อใช้งำน คือกระดำษ post-it-note ในสมองของเรำ                                              กำรจ�ำด้วยภำพ สำมำรถจดจ�ำและเข้ำใจเนื้อหำได้ดีขึ้น



                                     ควำมจ�ำเพื่อใช้งำนในสมองส่วนหน้ำท�ำหน้ำที่หยิบข้อมูลจำกประสบกำรณ์ในอดีต                                  เช่นเดียวกัน กำรใช้เสียงและจังหวะจะโคนที่หลำกหลำยมำใช้ในกำรอธิบำย
                                   ที่เรำเก็บไว้ในสมอง ขึ้นมำใช้ในสถำนกำรณ์ใหม่ๆ เช่น ในขณะที่เรียนวิชำคณิตศำสตร์                           ก็จะท�ำให้นักเรียนที่ทักษะกำรจ�ำในรูปแบบภำษำพูดหรือเสียงดี สำมำรถจดจ�ำและเข้ำใจ

                                   เด็กต้องหยิบเอำควำมรู้เรื่องตัวเลขหรือกำรคิดค�ำนวณที่เคยท�ำมำก่อนออกมำใช้                                เนื้อหำได้ดีขึ้น
                                   หำกเด็กไม่มีควำมรู้หรือข้อมูลเก่ำในสมองเลย จะไม่สำมำรถเรียนคณิตศำสตร์

                                   ในขั้นต่อไปได้ หรือในกรณีฟังครูบรรยำย นักเรียนตัองจดจ�ำล�ำดับเรื่องรำวที่ครูบรรยำย








            200                                                                                                                                                                                                                  201
   195   196   197   198   199   200   201   202   203   204   205