สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

ความรู้ฐานราก 3 มิติในการพัฒนาเด็กและเยาวชน

ในทางหลักการ การพัฒนาเด็กและเยาวชนในประเทศไทยไม่ว่าโดยหน่วยงานด้านอนามัยแม่และเด็ก หรืองานด้านการศึกษา ต่างได้ให้ความสำคัญและมุ่งดำเนินการตามแนวทาง “พัฒนาการ 4 ด้าน” ได้แก่ พัฒนาการด้านร่างกาย ด้านอารมณ์จิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา ต่อเนื่องมากว่าครึ่งศตวรรษ แต่ในทางปฏิบัติ กล่าวได้ว่า เมื่อเติบโตเข้าสู่ระบบการศึกษาระดับอนุบาล ประถมและมัธยมนั้น พัฒนาการด้านอื่นๆ ของเด็กๆ ก็ถูกละเลยไปเกือบสิ้น ถนนทุกสายมุ่งสู่การพัฒนาด้านสติปัญญา คือ การเรียนเขียน อ่าน คิดคำนวณ เป็นสำคัญ  ซึ่งแท้ที่จริงก็เป็นเพียงเสี้ยวเล็กๆ เสี้ยวเดียวเท่านั้นของการพัฒนาสติปัญญาในภาพรวม

นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งของปัญหาการพัฒนาเด็กไทย นับตั้งแต่พัฒนาการที่ล่าช้าในเด็กปฐมวัยโดยเฉพาะด้านภาษา ต่อเนื่องเป็นปัญหา IQ, EQ ต่ำกว่าเกณฑ์ในเด็กประถมศึกษา และปัญหาพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทั้งปวงในวัยรุ่น; ติดยา ติดเกม ก้าวร้าว ซึมเศร้า และสมรรถนะการคิดและกำกับตนเองต่ำ ทั้งนี้ก็เพราะตั้งแต่ในช่วงปฐมวัยซึ่งเป็นช่วงวางเสาเข็มของชีวิต พัฒนาการของเด็กปฐมวัยไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่และสมดุลทุกด้านนั่นเอง

กว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา งานวิจัยของนานาชาติด้านประสาทวิทยาศาสตร์ ​(Neuroscience) มีความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ช่วยเผยความลี้ลับของสมองที่มนุษย์ไม่เคยเข้าใจมาแต่อดีต ให้ปรากฏชัดเจนขึ้นว่า ธรรมชาติการทำงานสมองของมนุษย์เราเป็นอย่างไร และที่สำคัญ ช่วยให้เราได้เห็นว่า สมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ควบคุมบัญชาการชีวิตนั้น เกี่ยวข้องกับพัฒนาการในด้านอื่นๆ ทั้งร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม และการเรียนรู้ของเราอย่างไร โดยเฉพาะความเข้าใจต่อพัฒนาการด้านทักษะสมองส่วนหน้าที่เรียกว่า Executive Functions (EF) ซึ่งมีงานวิจัยมากมายชี้ชัดว่า เป็นพัฒนาการที่มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพอยู่ในตัว เมื่อได้รับการฝึกฝนจนทักษะ EF นี้ฝังเป็นโครงสร้างถาวรในสมองตั้งแต่ช่วงปฐมวัย จะเป็นต้นธารสำคัญของการสร้างบุคลิกภาพหรือคุณลักษณะที่สำคัญและจำเป็น นำไปสู่ความสำเร็จของชีวิตได้ เพราะ EF เป็นทักษะที่ช่วยให้เด็กเยาวชน คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น แก้ปัญหาเป็น อยู่กับคนอื่นเป็น และมีความสุขในชีวิตเป็น  และหาก EF ไม่ได้รับการส่งเสริม ก็จะส่งผลตรงข้าม กลายเป็นผลลบทั้งต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม

ดังนั้น พัฒนาการด้านทักษะสมอง EF จึงเป็นธรรมชาติของสมองที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูและบุคลากรที่ทำงานกับเด็ก จำเป็นต้องเข้าใจ และนำความเข้าใจเรื่องธรรมชาตินี้ไปส่งเสริมเด็กทุกช่วงวัยให้สอดคล้อง ไม่ทำในสิ่งที่ขัดขวางต่อพัฒนาการของสมอง EF โดยควรฝึกฝนต่อเนื่องให้เด็กมีความสามารถในคิด ด้วยการให้ประสบการณ์ที่หลากหลาย ได้ลงมือทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง ให้เด็กฝึกคิดยืดหยุ่น พร้อมๆ ไปกับการฝึกการยับยั้ง อดทนรอคอยได้ ฝึกให้เด็กได้วางแผนตามวัยและลงมือทำด้วยตนเอง เมื่อทำสิ่งใด ก็ให้มุ่งมั่นจนกว่าสำเร็จ ไม่ท้อถอยต่อความยากลำบากง่ายๆ ยอมรับความท้าทายได้เหมาะสมตามวัย ได้รับการส่งเสริมให้ริเริ่มกล้าลงมือทำในสิ่งที่ไม่เคยมาก่อน ขณะเดียวกัน ให้โอกาสเด็กฝึกการกำกับตนเอง ฝึกการมีสมาธิ ทำสิ่งใดๆ ให้จดจ่อยาวนานขึ้น  ได้ฝึกจัดการและกำกับอารมณ์ตนเอง และให้ได้ฝึกการทบทวนประเมินตนเองเสมอๆ ในความควรหรือไม่ควรใดๆ การฝึกฝนเหล่านี้อย่างต่อเนื่องจะเพิ่มความสามารถของสมอง ทำให้กระบวนการคิด การทำ การจัดการของเด็กฝังตัวเป็นคุณลักษณะที่ดี และมีสมรรถนะสูงขึ้นเรื่อยๆ

“งานวิจัยยังชี้ว่า การฝึก EF สามารถนำพาไปสู่การมีมโนธรรมสำนึกหรือศีลธรรมในบุคคล”

นอกจากพัฒนาการด้านทักษะสมอง EF แล้ว พัฒนาการด้านตัวตน (Self) ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับโอกาสพัฒนาไปพร้อมๆ กันอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่ Self ก็เป็นอีกหนึ่งธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน เป็นพัฒนาการที่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยทารก จากการที่มี “แม่ (หรือผู้ดูแลหลัก) ที่มีอยู่จริง” ทารกได้รับการตอบสนองจาก “แม่” ได้รับความรัก ความเอาใจใส่ มีสายสัมพันธ์ทางบวกกับ “แม่”ต่อเนื่อง จนถึงวัยประมาณ 3 ขวบ เด็กน้อยก็จะเกิดความรับรู้ในตัวตนของตนเอง (Self) ว่า “ตัวเรานั้นมีอยู่จริง” ตนเป็นอีกหนึ่งชีวิตที่แยกจาก “แม่” นั่นคือจุดตั้งต้นของพัฒนาการด้านตัวตน และจากการรับรู้ตัวตนของตนเอง ด้วยการเลี้ยงดูที่มีความรัก ความใส่ใจ เด็กจะค่อยๆพัฒนาการเห็นคุณค่าในตนเอง (Self – Esteem) และจากการตระหนักคุณค่าของตนเองนี้เอง เด็กก็จะดูแลรักษาและธำรงคุณค่าในตนนี้ ไม่ปล่อยตนเองให้เกิดความเสียหาย นี่จึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนา Self – Control หรือความสามารถในการกำกับควบคุมตนเอง ให้ดำเนินชีวิตไปในครรลองหรือไปสู่เป้าหมายของตนเองต่อไป

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริบทของวัฒนธรรมไทยโดยพื้นฐานไม่ค่อยให้ความสำคัญต่อพัฒนาการด้านตัวตน (Self) ของเด็ก คตินิยมที่ว่า “ชมนักมักเหลิง” หรือการมุ่งเน้นให้เด็กต้องนอบน้อม สละตัวตนเพื่อเดินตามวิถีที่ผู้ใหญ่กำกับ ทำให้การส่งเสริมพัฒนาการด้านตัวตนในเด็กขาดหายไปจากกระบวนการดูแล พัฒนาและจัดการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนไทยอย่างน่าเสียดาย 

ทั้งการไม่เข้าใจธรรมชาติของทักษะสมอง EF และไม่เข้าใจธรรมชาติของตัวตน (Self) ในเด็ก  ก็เป็นอีก 2 สาเหตุที่ทับถมซ้อนกับระบบการศึกษาที่เน้นแข่งขันเพื่อสอบ ทำให้โอกาสในการพัฒนาที่สำคัญของเด็กไทยแหว่งวิ่นหายไป และส่งผลต่อสถานการณ์ปัญหาเด็กและเยาวชนที่กล่าวไว้ข้างต้นหนักหน่วงยิ่งขึ้น ดังนั้น จากการขับเคลื่อนองค์ความรู้เรื่องทักษะสมอง  EF ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2557 คณะนักวิชาการภาคี Thailand EF Partnership และสถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) จึงเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่เด็กไทยควรได้รับการพัฒนาอย่างถูกทิศทาง ตามธรรมชาติจริงแท้ของชีวิต  โดยผู้ใหญ่ทุกคนที่เกี่ยวข้องควรมีความรู้พื้นฐาน (Knowledge Foundation) ที่เรียกว่า “ความรู้ฐานราก 3 มิติการพัฒนาเด็ก” ประกอบด้วย

  • มิติพัฒนาการ 4 ด้าน ทั้งร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม ละสติปัญญา (ที่ไม่เน้นเฉพาะการอ่านออกเขียนได้)
  • มิติพัฒนาการด้านทักษะสมอง EF
  • มิติพัฒนาการด้านตัวตน (Self)

โดยพัฒนาไปพร้อมกันในตัวเด็กคนเดียวกัน ไม่แยกส่วน ให้ทุกประสบการณ์ที่เด็กได้รับไม่ว่าจากที่บ้านหรือโรงเรียน ชุมชน มีทั้ง 3 มิติเกิดขึ้นไปอย่างสอดคล้องกลมกลืน บนฐานความรู้ความเข้าใจของผู้ใหญ่ทุกคน

การขับเคลื่อนของคณะนักวิชาการภาคี Thailand EF Partnership และสถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง  กรุ๊ป) โดยการสนับสนุนของ สสส. ได้แสดงให้เห็นเชิงประจักษ์ทั้งในพื้นที่ต้นแบบ โรงเรียนต้นแบบ ฯลฯ แล้วว่า การส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 3  มิติไปพร้อมกันนี้เป็นสิ่งที่ทำได้โดยง่าย ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพงใดๆ เพียงใช้มุมมอง หรือ Mindset ของผู้ใหญ่เท่านั้น ก็สามารถจะสร้างสรรค์และจัดกระบวนการ เพื่อพัฒนาเด็กไทยทุกคน ในทุกพื้นที่ ให้ได้รับการพัฒนาโดยสมบูรณ์ได้อย่างแน่นอน

สุภาวดี หาญเมธี
ประธานสถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป)

Related Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

1 ความคิดเห็น

  1. เด็กๆเรียนรู้เ้วยความสุขและทุกคนได้ลงมือทำผลงานด้วยตนเอง มีความภาคภมูิใจในผลงานของตนเอง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

74,430แฟนคลับชอบ
- EF Development Tools -

Latest Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 7) : ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF

ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF การศึกษาวิจัยว่าดนตรีมีส่วนในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function) เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาที่ยืนยันว่าการฝึกฝนเล่นดนตรีประเภทต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง นักดนตรีมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีที่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเล็ก และเล่นดนตรีมานานเกินกว่าสิบปีนั้นถูกค้นพบจากการทำงานสำรวจวิจัยของ Katherine-moore และทีมว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถในการคิดเชิงนามธรรมและแก้ปัญหาได้ดี อีกทั้งงานวิจัยพบว่านักดนตรีมืออาชีพมีผลคะแนนที่ดีอย่างเห็นได้ชัด เมื่อทำการทดสอบทักษะสมองส่วนหน้าด้านความจำเพื่อใช้งาน การจดจ่อใส่ใจ และกระบวนการคิดที่รวดเร็ว ซึ่งทักษะเหล่านี้แม้แต่นักดนตรีสมัครเล่นก็ทำการทดสอบทักษะดังที่กล่าวมาแล้วได้ดีกว่าคนที่ไม่เล่นดนตรี คำว่า “อันดนตรี มีคุณทุกอย่างไป” จึงเป็นคำที่ไม่กล่าวเกินเลย เพราะแม้แต่การฝึกฝนไม่เท่าไหร่ ก็ยังสามารถทำให้ทักษะ EF...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 6) : พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ

พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ สมองส่วนหน้าบริเวณหลังหน้าผาก เป็นสมองส่วนของการคิดขั้นสูงที่มีทักษะเชิงบริหารจัดการ (Executive Function: EF) ที่ทำงานกำกับการวางแผนและกำกับการกระทำของเราเกี่ยวข้องกับความคิด อารมณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีทักษะพื้นฐานของสมองส่วนนี้อยู่ 3 ทักษะคือ 1. ทักษะจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) 2. ทักษะยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) และ 3. ทักษะยืดหยุ่นความคิด (Cognitive...