สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

เลี้ยงเด็กอัลฟ่าด้วย EF ปูทางสู่ทักษะศตวรรษที่ 21

นพ.ประเสริฐ : พ่อ แม่ Millennium วันนี้คุณมีปัญญาบังคับลูก Gen Z หรือ Alpha ให้เป็นไปดั่งใจต้องการได้จริงๆ หรือ?? ต่อให้บังคับได้ บังคับไปไหน บังคับเข้าสู่ระบบการศึกษาแบบข้อสอบปรนัยนี้ จริงๆ หรือ?? แล้ว…ต่อให้เขาได้เกียรตินิยมออกไป คุณคิดว่าเขาจะรอดในโลกที่ร้อนขึ้น แล้วก็ AI เข้ามาแทนที่มนุษย์เร็วขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ หรือ???
(***เด็กอัลฟ่า คือเด็กที่เกิดหลังปี พ.ศ.2553 ในยุคสมัยของ Wifi / Smart phone และ Internet)
เรียนเก่งไม่ใช่คำตอบ เราต้องการเด็กที่ตัวตนแข็งแกร่ง สามารถที่จะหมุนชีวิตตัวเองอยู่ตลอดเวลา
มีสองเรื่องที่หนังสือที่เขียนถึงอนาคตพูดตรงกัน เรื่องที่หนึ่งคือโลกร้อน เดิมเรายังเถียงกันว่าแกล้งร้อน ปัจจุบันเราพบว่ามันร้อนจริงแน่แล้ว ปัญหาเรือนกระจกเรายังแก้ไม่ได้เลย ร้อนจริงแล้ว ถามว่าเด็กจะพบอะไร ความเป็นอยู่จะลำบากขึ้นทั่วโลก ภัยธรรมชาติจะสูงขึ้นแทบจะทุกเรื่อง นั่นคือสิ่งที่เด็กรุ่นใหม่จะต้องเจอ พูดไทยเป็นไทยก็คือว่า เรียนเก่ง 4.0 แต่วิ่งหนีภัยธรรมชาติไม่ได้ก็จบกัน คุณต้องการสมองที่ใช้วิ่งหนีภัยธรรมชาติให้ได้ หรืออยู่กับมันให้ได้ เรียนเก่งไม่ใช่คำตอบ
ข้อที่สองคือสิ่งที่เราเรียกว่า Disruption ซึ่ง disrupt ทุกวงการ บริการทุกอย่างรอบตัวเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หุ่นยนต์ AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์มากขึ้น แต่งานใหม่ก็จะเกิด ปัญหาอยู่ที่เด็กอัลฟ่าแกร่งพอจะอดทนกับการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ฝึกทักษะใหม่ๆ เพื่อรอรับงานใหม่ๆ และเครื่องมือใหม่ๆ ตลอดชีวิตจริงหรือเปล่า เด็กจะต้องมี Self – esteem ดี รู้ว่าฉันทำได้ คุณไล่ฉันออก ฉันฝึกอบรมใหม่ก็ได้ ทำได้ ไล่อีกแล้ว ฝึกอบรมใหม่ก็ได้ ดังนั้นเราต้องการเด็กอัลฟ่าที่ยืดหยุ่นมาก โดนเตะตกก็ลุกขึ้น กำหนดเป้าหมายใหม่ คิดยืดหยุ่นใหม่ สมองส่วนหน้า prefrontal cortex ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของ EF ต้องแข็งแกร่งกว่าเดิม เพื่อรับมือกับหนึ่ง โลกร้อน สอง disruption ซึ่งเราไม่รู้ว่าจะมาด้วยความถี่สูงแค่ไหน

คำศัพท์สูงสุดของระบบ EF คือคำว่า “คิดยืดหยุ่น” ถ้าไม่มีคิดยืดหยุ่นก็ไม่มีคิดวิเคราะห์ ถ้าไม่มีคิดวิเคราะห์ก็ไม่ต้องพูดกันเรื่องทักษะศตวรรษที่ 21 ก็คือทักษะเรียนรู้ ทักษะชีวิต ทักษะไอที
เราต้องการเด็กอัลฟ่าที่มีทักษะเรียนรู้ที่ดี กล้าคิดต่าง กล้าพูด สามารถทำงานเป็นทีมได้ แสดงความเห็นกับทีมจนกระทั่งเกิดนวัตกรรมได้ มีทักษะชีวิตที่ดี วางเป้าหมาย วางแผน กล้าทำ กล้ารับผิดรับชอบ ยืดหยุ่นพอจะเปลี่ยนแผน แล้วปรับแผนใหม่
คุณจะเลี้ยงลูกแบบไหน??? ที่ให้ได้แบบนี้ คำตอบคือ

3 ปีแรกคุณควรมีเวลาอยู่กับลูกพอสมควร เพราะ 3 ปีแรกเป็นการสร้างแม่ สายสัมพัน และตัวตน นี่เป็นจิตวิทยาพื้นฐาน ดังนั้น EF จะมาที่ประมาณ 4 ขวบ
4 – 7 ขวบ ทำอะไร?? ใช้นิ้วมือ เล่น ทำงาน สองอย่าง ขอให้คุณได้เล่นกับลูกๆ ก็มี Self – esteem จับลูกทำงาน การทำงานมีข้อดีเยี่ยมยอดคือมันไม่สนุก ดังนั้นเราเอางานวางหน้าของสนุก สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เด็กจะต้องอดทนผ่านความลำบาก ไปสู่ความสนุก นี่คือ EF
EF จะพัฒนาคู่ขนานไปกับทักษะศตวรรษที่ 21 ตั้งแต่ 4 ขวบไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว เข้มข้นขึ้นที่ชั้นประถม ชั้นประถมทำงานเป็นทีมให้มาก อย่าเรียนตัวใครตัวมัน ชั้นมัธยมก็ยังคงทำงานเป็นทีมให้มาก คิดวิเคราะห์ให้มากขึ้น ความเป็นนามธรรมสูงขึ้น สมองคิดระดับสูงได้ดีขึ้น ทั้งหมดนี้คือภาพร่าง เราต้องการให้ลูกเราเก่งขนาดนี้
เราต้องออกแบบระบบกันใหม่ ให้การศึกษานั้น เด็กคิดต่างได้ แล้วพอปะทะความคิดที่ต่าง ประชุมเป็น โดยมีเป้าหมายร่วม แปลว่าต้องกำหนดเป้าหมายร่วมเป็น เสร็จแล้วอย่าห่วง การทะเลาะกันที่ดีพออย่างคนมีอารยะ ความคิดสร้างสรรค์จะกระโดดออกมา นวัตกรรมใหม่จะกระโดดออกมา นี่คือการทำงานเป็นทีมที่แท้ คุณเก่งคนเดียวไม่ได้ คุณต้องเถียงกับคนอื่นก่อน แล้วคุณสองคนจะเก่งพร้อมกัน นี่คือทีม จะมาอยู่ภายใต้กระบวนทัศน์ที่ว่าเราเอาตัวรอดคนเดียวไม่ได้ คล้ายๆ เรื่องเรือนกระจก เป็นที่แน่นอนแล้วว่าไม่มีประเทศไหนเอาตัวรอดประเทศเดียวได้จากปัญหาเรือนกระจก เทคโนโลยี Disruption ไม่เลือกประเทศ ไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลยเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย disrupt หมด คุณจะเลี้ยงลูกแบบไหน???
ไม่มีวันที่ใครจะรอดคนเดียวอีกแล้ว…

Related Articles

Self ที่ดี ตัวตั้งต้นสมองและสุภาพจิตที่ดี

จากประสบการณ์เป็นจิตแพทย์มายาวนาน นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ พบว่าอุบัติการณ์หนึ่งที่พบมากขึ้นในเด็กวัยรุ่นคือการกรีดข้อมือ พร้อมอธิบายว่า การกรีดทำให้เจ็บ ได้เห็นเลือด เป็นการพิสูจน์ว่าตัวเองมีตัวตนและกล่าวว่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น ฝ่าไฟแดง ติดเอดส์ หรือกรีดข้อมือ เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กวัยรุ่นที่ไม่มีตัวตน“ไม่มีตัวตนก็ไม่มีตัวเองให้รัก” สาเหตุมาจากพื้นฐานชีวิตในวัย 3 ขวบปีแรกที่เลวร้าย เด็กบางคนถึงขั้นกรีดตัวเองทุก3 เดือน ซึ่งรักษาได้ยากมากเพราะฉะนั้น 3 ปีแรกของชีวิตจึงสำคัญมากในช่วงเวลานี้เด็กมีงานสำคัญคือสร้างตัวเอง หรือตัวตน (self) โดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง (self-centered)...

แม่ที่มีอยู่จริง

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักเขียนชี้ว่า “แม่ที่มีอยู่จริง” เป็นต้นทางของพัฒนาการที่ก้าวหน้าของลูกและสร้างอาวุธลับที่พ่อแม่ใช้พิชิตลูกวัยรุ่น ใน12 เดือนแรกของชีวิต ทารกมีหน้าที่ “ไว้ใจโลก” และ “ไว้ใจพ่อแม่” ก่อนจะเติบโตแยกออกไปจากอกพ่อแม่ ถ้าเด็กไม่ไว้ใจโลกหรือรู้สึกว่าโลกไม่น่าไว้ใจ พัฒนาการจะหยุดหัฒนา ไม่ก้าวต่อไป เช่น ถ้าทารกคลาน นั่ง ยืน แล้วล้ม ร้องไห้ แล้วไม่มีคนสนใจมาปลอบมาอุ้ม ทารกจะเกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจ เมื่อไม่ไว้ใจก็จะไม่กล้าพัฒนาก้าวต่อไป ไม่ยืน...

สร้าง Self ที่ดีให้เด็กประถม

ปกนิตยสารไทม์เมื่อ 3 ปีก่อน มีภาพเด็กผู้หญิงนอนแล้วถ่ายภาพเซลฟี่ตัวเอง พร้อมแคปชั่น “me and my generation”  หมายความว่าเด็กในรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และการปรากฏตัวต่อคนรอบข้าง  นับว่าเป็นเรื่องดีที่เด็กยุคนี้มีแนวโน้มมุ่งความสนใจที่ตัวตน เป็นต้นทุนที่ดีมากในการที่จะฟูมฟักเรื่อง self ให้เข้มแข็ง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ว่า “เป้าหมายของประถมศึกษาที่ควรจะเป็นในยุคหลัง 2015 คือต้องให้เด็กได้พึ่งพาตัวเอง ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง” ซึ่งมีฐานมาจาก self ที่เข้มแข็งนั่นเอง Self คืออะไร เด็กทุกคนเติบโตขึ้นมาโดยควรต้องรู้จักตัวตนของตัวเอง รู้ว่าตัวเองคือใครและจะไปยืนอยู่ตรงไหนในโลก...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

66,963แฟนคลับชอบ
- Advertisement -

Latest Articles

Self ที่ดี ตัวตั้งต้นสมองและสุภาพจิตที่ดี

จากประสบการณ์เป็นจิตแพทย์มายาวนาน นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ พบว่าอุบัติการณ์หนึ่งที่พบมากขึ้นในเด็กวัยรุ่นคือการกรีดข้อมือ พร้อมอธิบายว่า การกรีดทำให้เจ็บ ได้เห็นเลือด เป็นการพิสูจน์ว่าตัวเองมีตัวตนและกล่าวว่าพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เช่น ฝ่าไฟแดง ติดเอดส์ หรือกรีดข้อมือ เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเด็กวัยรุ่นที่ไม่มีตัวตน“ไม่มีตัวตนก็ไม่มีตัวเองให้รัก” สาเหตุมาจากพื้นฐานชีวิตในวัย 3 ขวบปีแรกที่เลวร้าย เด็กบางคนถึงขั้นกรีดตัวเองทุก3 เดือน ซึ่งรักษาได้ยากมากเพราะฉะนั้น 3 ปีแรกของชีวิตจึงสำคัญมากในช่วงเวลานี้เด็กมีงานสำคัญคือสร้างตัวเอง หรือตัวตน (self) โดยมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง (self-centered)...

แม่ที่มีอยู่จริง

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักเขียนชี้ว่า “แม่ที่มีอยู่จริง” เป็นต้นทางของพัฒนาการที่ก้าวหน้าของลูกและสร้างอาวุธลับที่พ่อแม่ใช้พิชิตลูกวัยรุ่น ใน12 เดือนแรกของชีวิต ทารกมีหน้าที่ “ไว้ใจโลก” และ “ไว้ใจพ่อแม่” ก่อนจะเติบโตแยกออกไปจากอกพ่อแม่ ถ้าเด็กไม่ไว้ใจโลกหรือรู้สึกว่าโลกไม่น่าไว้ใจ พัฒนาการจะหยุดหัฒนา ไม่ก้าวต่อไป เช่น ถ้าทารกคลาน นั่ง ยืน แล้วล้ม ร้องไห้ แล้วไม่มีคนสนใจมาปลอบมาอุ้ม ทารกจะเกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจ เมื่อไม่ไว้ใจก็จะไม่กล้าพัฒนาก้าวต่อไป ไม่ยืน...

สร้าง Self ที่ดีให้เด็กประถม

ปกนิตยสารไทม์เมื่อ 3 ปีก่อน มีภาพเด็กผู้หญิงนอนแล้วถ่ายภาพเซลฟี่ตัวเอง พร้อมแคปชั่น “me and my generation”  หมายความว่าเด็กในรุ่นนี้ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และการปรากฏตัวต่อคนรอบข้าง  นับว่าเป็นเรื่องดีที่เด็กยุคนี้มีแนวโน้มมุ่งความสนใจที่ตัวตน เป็นต้นทุนที่ดีมากในการที่จะฟูมฟักเรื่อง self ให้เข้มแข็ง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยที่ว่า “เป้าหมายของประถมศึกษาที่ควรจะเป็นในยุคหลัง 2015 คือต้องให้เด็กได้พึ่งพาตัวเอง ทำอะไรได้ด้วยตัวเอง” ซึ่งมีฐานมาจาก self ที่เข้มแข็งนั่นเอง Self คืออะไร เด็กทุกคนเติบโตขึ้นมาโดยควรต้องรู้จักตัวตนของตัวเอง รู้ว่าตัวเองคือใครและจะไปยืนอยู่ตรงไหนในโลก...

จะทำให้เด็กวัยเรียน “เรียนรู้อย่างมีความหมาย” ได้อย่างไร

เรารู้กันดีว่า เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดีหากมีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย(meaningful learning)แต่ยังอาจไม่ชัดเจนว่าการเรียนรู้อย่างมีความหมายนั้นเป็นอย่างไร มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร และควรใช้วิธีการใด ถาม : การเรียนรู้อย่างมีความหมายคืออย่างไร ตอบ :การเรียนรู้อย่างมีความหมาย คือการเรียนรู้ที่รู้ว่าจะเรียนรู้ไปเพื่ออะไร เชื่อมโยงกับตัวผู้เรียน ผู้เรียนรู้ว่าสิ่งที่เรียนรู้จะมีผล จะกระทบต่อตัวเขาอย่างไรเรียนรู้แล้วสามารถที่จะเชื่อมโยงกับชีวิตจริงกับตัวเองได้ นำมาจัดการตัวเองได้ จัดการกับสภาพแวดล้อมได้ รู้ว่าเมื่อเรียนรู้มาแล้วจะเอาความรู้นั้นไปทำอะไรต่อ การเรียนรู้ที่มีความหมายจึงมีความหมายใน 2 มิติ คือความหมายต่อตัวเขาเอง และต่อสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเขา ในบ้าน นอกบ้าน...

การเตรียมเด็กประถมให้เป็น Active Citizen หรือพลเมืองที่เข้มแข็ง

คำว่า “การเป็นพลเมืองดี พลเมืองที่เข้มแข็ง” อาจฟังดูห่างไกลจากเด็ก เป็นนามธรรมที่เด็กเล็กไม่น่าจะเรียนรู้เข้าใจได้ แต่โดยธรรมชาติพัฒนาการแล้ว เด็กในวัยประถม หน้าต่างแห่งโอกาสของการปลูกฝัง ค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม สำหรับ กำลังเปิด เพราะถึงวัยที่เด็กเริ่มรับรู้เหตุผล ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น ผู้ใหญ่ต้องฉวยโอกาสนี้ปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีให้เด็ก ให้เด็กได้เรียนรู้ social norm โดยปรับวิธีการปลูกฝังไปกับบริบทรอบตัวเด็กให้สอดคล้องกับวัย และทำให้เป็นรูปธรรม เช่น การเป็นพลเมืองดีคือการไม่ทำให้เพื่อนเสียใจ...