Page 176 - Executive Functions ในเด็กวัย 13-18 ปี
P. 176
การประเมินเด็กที่ไม่ได้เข้าเรียนร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียน
ล�ำปลำยมำศพัฒนำมีนักเรียนชั้นมัธยม 2 คนหนึ่งวัด I.Q. ได้ 58 นักเรียนคนนี้เข้ำมำ นอกจำกนี้ในทุกปีกำรศึกษำใหม่ โรงเรียนยังมอบบทบำทหน้ำที่ให้ผู้ปกครอง
เรียนตั้งแต่ชั้นอนุบำล ปัจจุบันอ่ำนออก เขียนได้ แต่ท�ำควำมเข้ำใจกับเรื่องต่ำงๆ ยำก เก่ำเป็นผู้เข้ำมำอธิบำยให้ข้อมูลผู้ปกครองที่สนใจน�ำลูกเข้ำมำสมัครเรียนว่ำโรงเรียน
โรงเรียนจึงจัดกำรเรียนรู้เป็นกรณีเฉพำะให้ เช่นขณะที่เพื่อนก�ำลังเรียนโครงงำนหนึ่งอยู่ ท�ำอะไรบ้ำง บทบำทหน้ำที่ผู้ปกครองเป็นอย่ำงไร ทั้งนี้โดยไม่ตัดสินหรือชี้ว่ำ
นักเรียนคนที่ไม่สำมำรถเรียนตำมเพื่อนได้จะท�ำโครงงำนอีกแบบหนึ่ง โดยให้ท�ำอำหำรให้ โรงเรียนดีหรือไม่ดีอย่ำงไร เพื่อให้ผู้ที่จะน�ำลูกมำเข้ำเรียนได้ตัดสินใจเองว่ำจะเลือก
เพื่อนกิน อำจจะเป็นสัปดำห์หรือเป็นวัน เริ่มจำกคิดว่ำจะท�ำอะไรให้เพื่อน สัดส่วน ส่วน โรงเรียนนี้หรือไม่
ประกอบและขั้นตอนกำรท�ำเป็นอย่ำงไร แล้วน�ำมำเล่ำให้ครูฟัง จำกนั้นจึงค่อยลงมือท�ำ
ท�ำเสร็จเล่ำให้เพื่อนฟังว่ำ ท�ำอำหำรจำนนั้นอย่ำงไรก่อนให้เพื่อนชิม ผู้ปกครองของเด็กในโรงเรียนส่วนมำกมีอำชีพเกษตรกรและมีบ้ำนอยู่ในพื้นที่
ใกล้โรงเรียนและผู้ปกครองนี้คือเป้ำหมำยหนึ่งของโรงเรียนที่ต้องกำรพัฒนำให้มี
ตัวอย่ำงนี้เพื่อให้เห็นว่ำ เด็กทุกคนได้เรียนรู้ว่ำตนท�ำ “อะไร” ด้วยตนเองส�ำเร็จเสมอ ควำมเข้ำใจกำรศึกษำที่จะช่วยพัฒนำลูกหลำนของตน
จิตศึกษา
ครูจะหาวิธี จิตศึกษำเป็นเรื่องที่โรงเรียนถือว่ำเป็นนวัตกรรมที่ส�ำคัญ โรงเรียน
นักเรียนทุกคนของ ให้ได้เรียนรู้ น�ำควำมรู้เรื่องสภำวะผ่อนคลำยและคลื่นสมองต�่ำ เช่น คลื่นอัลฟำ
ล�าปลายมาศพัฒนา
ไม่มีวันสอบตก และผ่านไปให้ได้ (alpha wave - ควำมถี่ระหว่ำง 8-13 รอบต่อวินำทีท�ำให้กำรเรียนรู้ดีขึ้น)
ด้วยตัวเขาเอง มำใช้กับนักเรียน โดยใช้รูปแบบมำกมำยในกำรพัฒนำผู้เรียน ทั้งเพื่อให้
มีสมำธิและก�ำกับสติตนเองได้ด้วย กำรให้นักเรียน ฝึกสมำธิ (ในระดับ
อนุบำลไม่มีกำรนั่งสมำธิแต่ท�ำกิจกรรมง่ำยๆ) ให้เกิดสภำวะผ่อนคลำย
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ของผู้ปกครอง ไม่เครียด จดจ่อกับสิ่งที่ท�ำอยู่ได้นำน โดยมีองค์ประกอบที่ส�ำคัญเพิ่มเติม
นอกจำกครูในโรงเรียนจะมีชุมชน PLC แล้ว ผู้ปกครองก็มีเช่นกัน ที่โรงเรียนแห่งนี้ เข้ำมำเรียกว่ำ “จิตศึกษำ” คือกำรกลับเข้ำมำมองตน กำรมีกล้อง
เรื่องกำรเรียนของเด็กไม่ใช่เรื่องที่ครูแบกรับไว้บนบ่ำเพียงผู้เดียว ชุมชนแห่งกำรเรียนรู้ ส่องกลับมำมองตนเองจะท�ำให้ก�ำกับตนเองได้ เกิดกำรตระหนักรู้
ระหว่ำงครูกับบ้ำนเป็นเรื่องที่ต้องท�ำอย่ำงต่อเนื่อง ทุกเดือนผู้ปกครองแต่ละห้องจะเข้ำมำ และตื่นรู้มำกขึ้น กำรตื่นรู้จะน�ำไปสู่ควำมอยำกรู้ ก่อเกิดพลังแล้วลงมือ
นั่งล้อมวงคุยกับครูโดยไม่มีเด็กร่วมอยู่ด้วย ครูจะเล่ำเรื่องเด็กในห้องเรียนว่ำก�ำลังเรียนรู้ ท�ำ กำรเรียนรู้ที่มีพลังจะน�ำไปสู่กำรเปลี่ยนแปลงตนเอง กำรเรียนรู้
หน่วยอะไร ผู้ปกครองจะเข้ำมำช่วยสนับสนุนอะไรได้บ้ำง และพูดถึงกรณีควำมส�ำเร็จที่ ในโรงเรียนทั่วไปในปัจจุบันไม่มีพลัง เป็นกำรเรียนรู้ซ�้ำไปซ�้ำมำใน
นักเรียนสร้ำงขึ้น ส่วนผู้ปกครองจะเล่ำเรื่องที่เด็กท�ำที่บ้ำน เมื่อมำพบปะกัน ค�ำถำมที่ ควำมรู้เดิมเพื่อจ�ำเอำไปสอบให้ผ่ำนเท่ำนั้น
ส�ำคัญคือกำรถำมกันว่ำ “เห็นอะไรที่เป็นควำมงอกงำมของลูกบ้ำง” หำกพ่อแม่รู้สึกว่ำยัง
ไม่เป็นอย่ำงที่หวังไว้ก็ปรึกษำหำรือกันระหว่ำงครูและบ้ำน
176 177

