Page 171 - Executive Functions ในเด็กวัย 13-18 ปี
P. 171

Problem - Based Learning (PBL)  ทุกคนเป็นเจ้าของการเรียนรู้

    กระบวนกำรเรียนรู้ที่โรงเรียนใช้พัฒนำควำมฉลำดภำยนอก (ควำมเข้ำใจต่อโลก     หลักคิดส�ำคัญที่สุดของกำรจัดกำรเรียนรู้ของล�ำปลำยมำศพัฒนำคือ ทุกคน
 และปรำกฏกำรณ์) ให้กับนักเรียนคือ Problem - Based Learning (PBL) ที่เป็นทั้ง  ในโรงเรียนต่ำงเป็นเจ้ำของกำรเรียนรู้ของโรงเรียน ครูเป็นเจ้ำของหลักสูตร เด็กได้เรียน

 ปรัชญำกำรเรียนรู้และวิธีกำรเรียนรู้ที่มีฐำนควำมเชื่อว่ำเมื่อมนุษย์เผชิญปัญหำจะ  ในสิ่งที่ตนสนใจ ในเนื้อหำกำรเรียนกำรสอนที่ครอบคลุมและบรรลุมำตรฐำนกำรศึกษำ
 พยำยำมหำทำงออก จึงเกิดกำรเรียนรู้เพื่อพยำยำมหำทำงแก้ปัญหำและในที่สุด   ของกระทรวงศึกษำธิกำร วิธีกำรที่โรงเรียนด�ำเนินกำรคือก�ำหนดให้ครูเอำหลักสูตร

 จะค้นพบหนทำงแก้ปัญหำ ค้นพบนวัตกรรมและได้ทักษะใหม่   ทั้งหมดมำกำงไล่เรียงว่ำ เนื้อหำแบบนี้น่ำจะออกแบบกำรเรียนและกิจกรรมแบบไหน
               เป็นแนวทำงก่อนจะสร้ำงแรงบันดำลใจให้เด็กเลือก เมื่อเด็กเลือกได้อย่ำงอิสระโดยครู

               เข้ำร่วมแลกเปลี่ยน ถ้ำสิ่งที่เด็กเลือกอยำกเรียน อยำกท�ำ ไม่ตรงกับเพื่อนคนไหนเลย
               หรือรวมกันยำก ครูก็จะพยำยำมหำช่องคลี่คลำยหำทำงออกให้
 PBL เชื่อว่า “การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนได้สร้างความรู้ที่เป็นของตนเองขึ้นมาจาก

 ความรู้ที่มีอยู่เดิม หรือจากความรู้ที่รับเข้ามาใหม่ แนวคิคเช่นนี้น�าไปสู่การปรับเปลี่ยน
 วิธีเรียนวิธีสอนแนวใหม่ ห้องเรียนในศตวรรษที่ 21 ครูไม่ใช่ผู้จัดการทุกสิ่งทุกอย่าง      ในระดับชั้นมัธยม 1 ถึงมัธยม 3 ซึ่งเป็นนักเรียนที่โตแล้ว จะใช้เวลำเรียนหน่วยหนึ่ง
 ผู้เรียนต้องได้ลงมือปฏิบัติเอง สร้างความรู้ที่เกิดจากความเข้าใจของตนเอง และ   นำน 10 สัปดำห์ ในสัปดำห์แรกเป็นเรื่องของกำรสร้ำงเจตจ�ำนง สร้ำงกำร “ตื่น” เพื่อ

 มีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น (active learning)”   เลือกเรื่องที่จะเรียน เมื่อเลือกแล้วนักเรียนแบ่งกลุ่มกันออกแบบกิจกรรมตลอด
 (ผศ.ดร.ไพศาล สุวรรณน้อย)  10 สัปดำห์ที่จะเรียน แล้วออกมำน�ำเสนอ มำตกลงกันว่ำ แต่ละสัปดำห์จะท�ำอะไรกัน
               บ้ำง โดยครูจะน�ำสิ่งที่นักเรียนคิดมำปรับให้เข้ำกับแผนที่ครูวำงไว้ ในช่วงเวลำเช่นนี้

               ต้องใช้กำรอภิปรำยแลกเปลี่ยนควำมคิดเห็นกันอย่ำงมำก และเวลำช่วงหลังจำกนี้ไป
    โรงเรียนใช้โครงสร้ำงหลักสูตรแกนกลำงของกระทรวงศึกษำธิกำร แต่ไม่มีกำรใช้  จะเป็นกำรเรียน พูดคุย ท�ำกิจกรรม ถกอภิปรำยในเรื่องที่เรียนนั้นอย่ำงเต็มที่ จนกระทั่ง

 แบบเรียนในกำรเรียนกำรสอน นักเรียนระดับชั้นมัธยม 1-3 สำมำรถเข้ำไปค้นคว้ำ  ถึงสัปดำห์ท้ำยๆ นักเรียนต้องสรุปองค์ควำมรู้ทั้งเป็นรำยบุคคลและรำยกลุ่ม โดยท�ำ
 เนื้อหำที่เรียนในห้องสมุดขนำดใหญ่ที่โรงเรียนจัดไว้ให้ ส่วนนักเรียนระดับชั้นมัธยม    ออกมำสื่อให้คนอื่นเข้ำใจ เช่น มัธยม 1 ในสัปดำห์ที่หก ประมวลควำมรู้ทั้งหมดที่เรียน

 4-6 มีคอมพิวเตอร์บริกำรอีก 2 จุด Problem - Based Learning (PBL) จึงเป็นกำร  มำถอดออกมำเป็นหนังสำรคดี ด้วยกำรเขียนบทเอง ตัดต่อเอง มัธยม 2 น�ำวรรณกรรม
 จัดกำรเรียนรู้ที่ท�ำให้เด็กได้เข้ำไปค้นคว้ำศึกษำข้อมูลควำมรู้ทั้งในส่วนปฐมภูมิ   ของอำจำรย์วิเชียร ไชยบัง ไปเรียน แล้วถอดควำมรู้ออกมำเป็นบทภำพยนตร์ให้ครู

 และทุติยภูมิ ด้วยกำรท�ำควำมเข้ำใจและลงมือปฏิบัติ แล้วไปเปลี่ยนแปลงตนเอง   แสดง โดยถ่ำยท�ำเอง ก�ำกับและตัดต่อเอง เป็นต้น
 จำกด้ำนใน แต่ละหน่วยบูรณำกำรนักเรียนจะได้รับปัญหำให้คิดและท�ำทีละเรื่อง

 ต่อเนื่องกัน ระดับของปัญหำมี 2 ระดับ ในระดับเด็กเล็ก เด็กไม่รู้ว่ำเรื่องอะไรคือ      ในกระบวนกำรจัดกำรเรียนแบบ Problem - Based Learning ของล�ำปลำยมำศ
 เรื่องที่จะเป็นปัญหำ เป็นหน้ำที่ของครูต้องสร้ำงกำรเรียนรู้ให้เด็กเข้ำใจว่ำ “อะไรคือ  พัฒนำข้ำงต้น จะเห็นได้ว่ำ ครูมีควำมส�ำคัญอย่ำงมำก โรงเรียนจึงมีกระบวนกำรสร้ำง

 ปัญหำ” เมื่อเด็กสำมำรถเข้ำใจเรื่องนั้นๆ ถือว่ำครูประสบควำมส�ำเร็จ ส่วนเด็กโต   ครู ท�ำให้ครูเป็น “ครู” ที่สูงขึ้น พัฒนำไปเป็นครูโค้ชและเป็นพี่เลี้ยง (mentor) โดยใช้
 ควำมไม่สำมำรถแก้ปัญหำ คือโจทย์ที่ครูต้องจัดกำรเรียนรู้ให้เด็กเกิดควำมสำมำรถ   “กระบวนกำรชุมชนแห่งกำรเรียนรู้” (PLC) ให้ครูเรียนรู้ร่วมกันซึ่งต่ำงไปจำกวิธีกำร

 ขึ้นมำ        สร้ำงครูที่พบเห็นในโรงเรียนทั่วไปคือ ส่งครูไปเรียนต่อให้วุฒิฯ สูงขึ้น หรือให้ไปรับ
               กำรอบรมมำกๆ แต่ไม่เกิดกำรเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวครูเลย



 170                                                                                                         171
   166   167   168   169   170   171   172   173   174   175   176