สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

“เมื่อครูเปลี่ยน นักศึกษาเปลี่ยน” ในห้องเรียนวิชาสมองกับการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ

ความรู้เกี่ยวกับทักษะสมอง Executive Functions (EF) ชี้ชัดว่า การพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (EF) ใช้ระยะเวลายาวนานจากขวบปีแรก จนถึงประมาณวัยผู้ใหญ่ตอนต้น (25-30 ปี) แต่ช่วงปฐมวัย (3-6 ปี) เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด และมีอัตราการพัฒนาได้ดีที่สุด ที่จะปลูกฝังทักษะ EF ได้อย่างมีประสิทธิภาพจนเป็นบุคลิกภาพ หากพ้นช่วงเวลานี้ไปแล้ว โอกาสแห่งการพัฒนาคุณลักษณะแห่งสุขภาวะทุกด้านของชีวิตก็จะลดลง

จึงเป็นความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ครูปฐมวัยรุ่นใหม่ทุกคน จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับองค์ความรู้ Executive Functions ธรรมชาติการทำงานของสมองของเด็กปฐมวัย และทักษะสมองส่วนหน้า ให้ชัดเจนและลึกซึ้ง จะได้เป็นพื้นฐานในการออกแบบ จัดการเรียนรู้ และประเมิน เพื่อเปิดโอกาสให้สมองของเด็กปฐมวัยได้รับการส่งเสริมทักษะสมอง Executive Functions (EF) อันจะนำไปสู่การส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กปฐมวัยในช่วงวัยที่สำคัญที่สุดนี้ต่อไป

ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญเช่นนี้ สภาคณบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง สถาบันอาร์แอลจี (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนและส่งเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงได้ทำข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในการจัดทำโครงการความร่วมมือเพื่อพัฒนาหลักสูตรของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อฝึกอบรมอาจารย์สาขาการศึกษาปฐมวัยและสาขาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในองค์ความรู้เรื่องทักษะสมองเพื่อจัดการชีวิตให้สำเร็จ (Executive Functions-EF)  โดยในปีการศึกษา 2562 ที่ผ่านนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏ 31 แห่ง ได้เปิดสอนรายวิชา “สมองกับการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย” ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในภาคเรียนที่ 1 และ 2 แล้ว
ครู/อาจารย์เปลี่ยน : เนื่องจากเป็นรายวิชาใหม่และเป็นเรื่องของสมอง ประกอบกับผู้เรียนเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 อาจารย์ผู้สอน จึงต้องเตรียมตัว เตรียมทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อให้นักศึกษาได้รู้ ได้เข้าใจ เชื่อมโยงได้กับชีวิตประจำวัน สามารถนำความรู้เรื่องทักษะสมอง EF ไปเป็นหลักคิดหลักปฏิบัติในการเรียนรู้ในอนาคต และเมื่อจบการศึกษาออกไปเป็นครูเด็กปฐมวัย

“เมื่อรู้ว่าจะต้องสอนวิชานี้ ก็กังวลใจ คิดว่าเรียนครั้งแรกนักศึกษาต้องท้อแน่เลย ว่าทำไมต้องมาเรียนเรื่องสมอง ตัวอาจารย์เลยต้องเตรียมตัว เตรียมกิจกรรม เตรียมทำการบ้าน ทำอย่างไรทุกครั้งทุกคาบ จะให้นักศึกษาจะร้อง “ว้าว” และร่วมเรียนรู้ไปกับเรา จึงต้องคิดมาก เตรียมมาก” อาจารย์สุชาดา จิตกล้า มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ไม่ใช่เพียงอาจารย์สุชาดาเท่านั้นที่กังวลใจ เกรงว่าจะสอนได้ไม่ครบหลักสูตร อาจารย์ทุกท่านที่เริ่มสอนวิชานี้เป็นครั้งแรกก็เช่นกัน เพื่อคลายความกังวล ทำให้การสอนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ อาจารย์ทุกท่านจึงต้องทำการบ้าน ต้องเตรียมตัว และที่สำคัญคือการ “เปลี่ยนแปลงตัวเอง”  โดยการเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อวิชาชีพ ต่อการสอน ต่อนักศึกษา เปลี่ยนจาก Passive Teacher เป็น Active Teacher มีเป้าหมายในการสอน มีการวางแผน มีการจัดการมากขึ้น เปลี่ยนกระบวนการสอน จากการมุ่งไปที่เนื้อหา เป็นการสร้างเจตคติที่ดีต่อตนเอง ต่อการเห็นคุณค่าในตนเอง ต่อวิชาชีพครู และต่อเด็กปฐมวัยให้กับนักศึกษาก่อน  เปลี่ยนกระบวนการสอนจากอาจารย์จะสอน “อะไร” เป็นนักศึกษาจะ “ได้ความรู้อย่างไร” จากการบรรยายประกอบ power point เป็นส่วนใหญ่ หันมาเน้นสร้างการเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรม ให้นักศึกษาเป็นผู้เลือก ให้เรียนด้วยการลงมือปฏิบัติมากขึ้น ใช้กิจกรรม ใช้สื่อการสอนที่หลากหลาย เน้นกิจกรรมเพื่อโยงสู่เนื้อหาของวิชาการ เชื่อมโยงกิจกรรมสู่การพัฒนาทักษะ EF กับนักศึกษา


นักศึกษาเปลี่ยน คิดว่าวิชานี้จะต้องยาก ต้องอ่านหนังสือปึกหนาๆ แต่ไม่ใช่เลย เพราะอาจารย์มีวิธีสอนที่หลากหลาย ให้ทำกิจกรรมที่ไม่ซ้ำกันทุกคาบ ให้ลงมือทำ ให้ทำงานด้วยกัน ให้สนุกด้วยกัน ให้ได้ฝึกคิด ฝึกวิเคราะห์ เรียนแล้วก็เกิดทักษะ เกิดการเรียนรู้หลายๆ อย่าง ทำให้เชื่อมโยงได้ว่าถ้าเด็กอนุบาลในชั้นเรียนที่เราเป็นครูทำพฤติกรรมแบบนี้เชื่อมโยงกับสมองตรงไหน” หนึ่งในเสียงสะท้อนจากนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ซึ่งเป็นผลิตผลที่เกิดการเปลี่ยนแปลงกระบวนการสอนของอาจารย์ ที่ใช้หลักการ Transformative Learning ที่สร้างกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงาจากภายใน เป็นการเรียนรู้ที่จะสร้างทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับผู้เรียน คือนักศึกษาครู ได้อย่างยั่นยืน

จากการลงพื้นที่ติดตามผลของคณะนักวิชาการจากสถาบันอาร์แอลจี และภาคี Thailand EF Partnership พบการเปลี่ยนแปลงในทางบวก คือ นักศึกษาเปลี่ยนจาก Passive Learner เป็น Active Learner เช่นเดียวกับอาจารย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ กระบวนเรียนรู้ที่ใช้แนวทางการพัฒนาทักษะสมอง EF และ Transformative Learning ทำให้ห้องเรียนวิชาสมองกับการเรียนรู้ที่คิดว่าจะยาก เปลี่ยนเป็นห้องเรียนที่มีความสุข สนุก น่าค้นหา ผลกระทบต่อตัวนักศึกษาพบว่า มีวินัยที่เกิดจากตัวผู้เรียนเอง นักศึกษาไม่มาสาย ไม่ขาดเรียน กระตือรือร้น ทำงานร่วมกันได้ เปิดใจทั้งกับเพื่อนและกับอาจารย์ เชื่อมโยงความรู้เรื่อง EF จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติได้ นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ ไม่ลอกเลียนใคร และสามารถนำไปทดลองใช้กับเด็กปฐมวัยแล้วกับมาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับองค์ความรู้เรื่องการทำงานของสมองส่วนคิดของมนุษย์และพัฒนาการเด็กได้อย่างเข้าใจ ที่สำคัญคือ นักศึกษาเห็นคุณค่าในตัวเอง เห็นเป้าหมายปลายทาง 

หนูรู้แล้วค่ะว่า อาชีพครูคืออะไร

Related Articles

ทำให้ EF เป็นของธรรมดา

"ถ้าอยากให้คนธรรมดา มี EF ก็… “ ทำให้ EF เป็นของธรรมดา”ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช คุณค่าและความหมายที่แท้จริงของ EF คือ EF เป็นเรื่องความสามารถของคน ความสามารถในการบังคับสัญชาตญาณอย่างสัตว์ได้ สัญชาตญาณสัตว์นั้นมีเพื่อการอยู่รอด เพื่อไม่ถูกจับกิน เป็นส่วนของสมองที่ต้องทำงานไวมาก แต่ EF เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความยั้งคิด เมื่อเกิดความยั้งคิด ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่ถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้าที่ไม่ถูกต้อง...

Less Structured activities vs. EF

นักวิจัยพบว่า เมื่อเด็กเป็นผู้กำหนดด้วยตนเอง ว่า จะใช้เวลาในการทำกิจกรรมอะไร อย่างไร เด็กจะสามารถทำชิ้นงานให้บรรลุเป้าหมายได้มากกว่า และสามารถรู้ได้ว่าหลังจากจบชิ้นงานนี้ๆ แล้วจะต้องไปทำงานชิ้นใดต่อไปยกตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งตัดสินใจที่จะอ่านหนังสือในช่วงบ่ายที่คุณครูให้เลือกกิจกรรมเอง หลังจากเสร็จจากการอ่านแล้วเด็กก็ไปวาดรูปเกี่ยวกับหนังสือเล่มที่อ่านมา แล้วก็เอาภาพที่วาดได้ไปเล่าให้พ่อแม่ฟังที่บ้าน นักวิจัยสรุปว่า เด็กคนนี้ได้เรียนรู้มากกว่าเด็กอีกคนหนึ่งที่ทำกิจกรรมเหมือนกันทุกอย่าง แต่มีครูคอยกำกับบทให้ตลอดกระบวนการ เมื่อครบสัปดาห์ นักวิจัยทดสอบเด็กในทักษะด้านคำศัพท์และการอ่านเพื่อวัด EF ผลปรากฏว่า ยิ่งเด็กใช้เวลากับการทำกิจกรรมแบบที่คิดเองทำเองมากเท่าไร คะแนนคำศัพท์กับคะแนนอ่านออกเสียงก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้นนักวิจัยชี้ว่า “กิจกรรมที่ถูกผู้ใหญ่กำหนดให้ทุกอย่างแล้วนั้น จะทำให้พัฒนาการในการกำกับสั่งการตนเองช้าลง งานวิจัยชิ้นนี้จะส่งผลให้นักการศึกษาเห็นความสำคัญของการเล่นอิสระ free...

EF กับ Project Based Learning

จากการวิจัยหลักสูตรใหม่ของ Tools of the Mind, ที่สอนเด็กในเรื่อง “self-regulation.” พบว่าแทนที่จะให้รางวัลเมื่อเด็กทำตามคำสั่งของครูเท่านั้น แนวทาง ToM จะส่งเสริมให้เด็กทำงานโครงการด้วยกัน(ไม่ว่าเด็กจะมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมอย่างไร) ให้ส่งเสริมการเรียนรู้ของกันและกันให้แนะนำติชมกันและกัน ขณะเดียวกันก็ให้แต่ละคนสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง วิจารณ์ข้อบกพร่องของตนเอง แก้ไขความผิดพลาดของตนเอง และให้วางแผนว่าจะสร้างหรือเปลี่ยนกระบวนการทำโครงการนั้นๆ อย่างไรให้ดีClancy Blair, Early Childhood Education That Focuses On...

Stay Connected

66,963แฟนคลับชอบ
2ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -

Latest Articles

ทำให้ EF เป็นของธรรมดา

"ถ้าอยากให้คนธรรมดา มี EF ก็… “ ทำให้ EF เป็นของธรรมดา”ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช คุณค่าและความหมายที่แท้จริงของ EF คือ EF เป็นเรื่องความสามารถของคน ความสามารถในการบังคับสัญชาตญาณอย่างสัตว์ได้ สัญชาตญาณสัตว์นั้นมีเพื่อการอยู่รอด เพื่อไม่ถูกจับกิน เป็นส่วนของสมองที่ต้องทำงานไวมาก แต่ EF เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความยั้งคิด เมื่อเกิดความยั้งคิด ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่ถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้าที่ไม่ถูกต้อง...

Less Structured activities vs. EF

นักวิจัยพบว่า เมื่อเด็กเป็นผู้กำหนดด้วยตนเอง ว่า จะใช้เวลาในการทำกิจกรรมอะไร อย่างไร เด็กจะสามารถทำชิ้นงานให้บรรลุเป้าหมายได้มากกว่า และสามารถรู้ได้ว่าหลังจากจบชิ้นงานนี้ๆ แล้วจะต้องไปทำงานชิ้นใดต่อไปยกตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งตัดสินใจที่จะอ่านหนังสือในช่วงบ่ายที่คุณครูให้เลือกกิจกรรมเอง หลังจากเสร็จจากการอ่านแล้วเด็กก็ไปวาดรูปเกี่ยวกับหนังสือเล่มที่อ่านมา แล้วก็เอาภาพที่วาดได้ไปเล่าให้พ่อแม่ฟังที่บ้าน นักวิจัยสรุปว่า เด็กคนนี้ได้เรียนรู้มากกว่าเด็กอีกคนหนึ่งที่ทำกิจกรรมเหมือนกันทุกอย่าง แต่มีครูคอยกำกับบทให้ตลอดกระบวนการ เมื่อครบสัปดาห์ นักวิจัยทดสอบเด็กในทักษะด้านคำศัพท์และการอ่านเพื่อวัด EF ผลปรากฏว่า ยิ่งเด็กใช้เวลากับการทำกิจกรรมแบบที่คิดเองทำเองมากเท่าไร คะแนนคำศัพท์กับคะแนนอ่านออกเสียงก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้นนักวิจัยชี้ว่า “กิจกรรมที่ถูกผู้ใหญ่กำหนดให้ทุกอย่างแล้วนั้น จะทำให้พัฒนาการในการกำกับสั่งการตนเองช้าลง งานวิจัยชิ้นนี้จะส่งผลให้นักการศึกษาเห็นความสำคัญของการเล่นอิสระ free...

EF กับ Project Based Learning

จากการวิจัยหลักสูตรใหม่ของ Tools of the Mind, ที่สอนเด็กในเรื่อง “self-regulation.” พบว่าแทนที่จะให้รางวัลเมื่อเด็กทำตามคำสั่งของครูเท่านั้น แนวทาง ToM จะส่งเสริมให้เด็กทำงานโครงการด้วยกัน(ไม่ว่าเด็กจะมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมอย่างไร) ให้ส่งเสริมการเรียนรู้ของกันและกันให้แนะนำติชมกันและกัน ขณะเดียวกันก็ให้แต่ละคนสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง วิจารณ์ข้อบกพร่องของตนเอง แก้ไขความผิดพลาดของตนเอง และให้วางแผนว่าจะสร้างหรือเปลี่ยนกระบวนการทำโครงการนั้นๆ อย่างไรให้ดีClancy Blair, Early Childhood Education That Focuses On...

Reading glasses

ในปี 1968 Prof.Dr.Walter Mischel ซึ่งขณะนั้นสอนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำการวิจัยที่โด่งดังชื่อ The Marshmellow Test (ดูได้จาก www.youtube.com/watch?v=QX_oy9614HQ) โดยให้เด็ก 4 ขวบเข้ามาในห้องที่มีกระจกมองจากข้างนอก และนักวิจัยสังเกตการณ์อยู่ เจ้าหน้าที่วิจัยจะเข้าไปบอกเด็กว่า เด็กมีขนม marshmallow (บางครั้งอาจจะเป็นขนมชนิดอื่น) คนละ 1 ชิ้น ถ้าเด็กๆอยู่ในห้องนี้และอดทนรอได้ไม่กินขนมจนกว่าเจ้าหน้าที่จะกลับมา(ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 20...

EF กับการอ่าน

งานวิจัยชี้อย่างต่อเนื่องว่า การมี self-regulation กับ executive functioning skills ที่แข็งแรง เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางภาษาและการอ่านออกเขียนได้ที่แข็งแรงด้วยDiamond & Lee, 2011; McClelland, et al., 2007; Raver et al., 2011.งานวิจัยชี้ว่า โดยทั่วไปแล้ว ทักษะการอ่านจะบอกถึงความสามารถของ EF ในขณะเดียวกับ...