สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

จะทำให้เด็กวัยเรียน “เรียนรู้อย่างมีความหมาย” ได้อย่างไร

เรารู้กันดีว่า เด็กๆ จะเรียนรู้ได้ดีหากมีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย(meaningful learning)แต่ยังอาจไม่ชัดเจนว่าการเรียนรู้อย่างมีความหมายนั้นเป็นอย่างไร มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร และควรใช้วิธีการใด

ถาม : การเรียนรู้อย่างมีความหมายคืออย่างไร

ตอบ :การเรียนรู้อย่างมีความหมาย คือการเรียนรู้ที่รู้ว่าจะเรียนรู้ไปเพื่ออะไร เชื่อมโยงกับตัวผู้เรียน ผู้เรียนรู้ว่าสิ่งที่เรียนรู้จะมีผล จะกระทบต่อตัวเขาอย่างไรเรียนรู้แล้วสามารถที่จะเชื่อมโยงกับชีวิตจริงกับตัวเองได้ นำมาจัดการตัวเองได้ จัดการกับสภาพแวดล้อมได้ รู้ว่าเมื่อเรียนรู้มาแล้วจะเอาความรู้นั้นไปทำอะไรต่อ การเรียนรู้ที่มีความหมายจึงมีความหมายใน 2 มิติ คือความหมายต่อตัวเขาเอง และต่อสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเขา ในบ้าน นอกบ้าน ในชุมชน

          การเรียนรู้ที่รู้ว่าเรียนไปเพื่ออะไร เป็นการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย สมองEF(Executive          Functions)จะทำงาน ต่างจากการเรียนรู้ที่ไม่มีความหมาย เรียนแบบท่องจำ  เรียนเพื่อสอบ สอบแล้วก็ลืมสิ่งที่เรียนมาหมด

ถาม : การเรียนรู้อย่างมีความหมายมีประโยชน์ต่อเด็กอย่างไร 

ตอบ :

  • ทำให้เด็กเกิดแรงบันดาลใจ เกิดความสุข สนุกในการเรียนรู้ อยากรู้อยากเรียนมากขึ้นมีความกระตือรือล้นที่จะเรียน ค้นคว้าให้รู้มากขึ้น
    • เป็นเครื่องมือไปสู่การเรียนรู้เรื่องอื่นๆ และเกิดทักษะการเรียนรู้เช่น การเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์ ผู้เรียนอาจจะนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ แต่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการอยากจะศึกษาต่อไปอีกในเรื่องวิวัฒนาการของชีวิต เรื่องธรณีวิทยา และขณะที่ศึกษาค้นคว้าเรื่องไดโนเสาร์ ก็เกิดทักษะที่จะติดตัวไปตลอดชีวิต เช่น ทักษะการสังเกต การสืบค้นหาข้อมูลที่หลากหลาย การวิเคราะห์ การมุ่งเป้าหมาย หรือการวางแผนจัดระบบข้อมูลที่หามาได้
    • ทำให้รู้จริง รู้ลึก รู้รอบ รู้เท่าทันสถานการณ์ คิดวิเคราะห์ อ่านสถานการณ์เป็น อ่านเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ อ่านผู้คนได้ รู้ว่าเรื่องต่างๆ เป็นไปเป็นอย่างไร เรียนรู้บริบทของตน บริบทรอบตัว เพื่อจะอยู่กับบริบทได้อย่างเข้าใจ กลมกลืน เห็นความเกี่ยวข้อง ความเชื่อมโยงระหว่างตนเองกับโลกรอบตัว ระหว่างสรรพสิ่งในโลก
    • เด็กนำสิ่งที่เรียนรู้ไปปฏิบัติ  ไปใช้ประโยชน์  ไปปรับตัวได้
    • เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เกิดคุณลักษณะของการเป็นผู้พร้อมเรียนรู้พัฒนาตน ใฝ่รู้  เป็นทักษะที่ติดตัวไปตลอดชีวิต การเรียนรู้ที่มีความหมายจะรักษาธรรมชาติความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ไว้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ทำให้คนเรามีชีวิตอยู่รอด
    • สร้างจิตสำนึกรักสิ่งแวดล้อม นึกถึงส่วนรวม เพราะเห็นความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งรอบตัว

ถาม : แล้วจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายได้อย่างไร 

ตอบ :โรงเรียนต้องจัดกระบวนการที่สนับสนุนให้เด็กเป็นผู้เรียนรู้อย่างมีความหมาย โดย

  • ครูต้องคำนึงถึงระดับความสามารถ (competency) และ background ของเด็กแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นวิธีที่จะทำให้เด็กเห็นความหมาย เห็นคุณค่าของความรู้นั้นๆ จึงแตกต่างกัน และจำเป็นต้องทำเป็นรายบุคคลไป
  • ครูสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ สไตล์การเรียนรู้ของเด็ก เด็กแต่ละคนมีพฤติกรรม มีสไตล์การเรียนรู้ และมีวิธีการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน บางคนเรียนรู้จากการดู การฟัง การเลียนแบบ บางคนจากการสืบค้น หรือบางคนมีพื้นความรู้จากการเคยมีทักษะอย่างใดอย่างหนึ่งมาก่อน เช่นเด็กคนหนึ่งต่อเลโก้ได้แก่งมาก เป็นนักสะสมเลโก้มาตั้งแต่ชั้นอนุบาล ซึ่งถ้าครูสังเกตเห็น ครูจะสามารถกระตุ้นหรือสานต่อการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น
  • เด็กควรได้รู้ว่าตัวเองมีวิธีเรียนรู้แบบใด เช่นเด็กคนหนึ่งเรียนเลขไปแล้ว ไม่เข้าใจ ทำไม่ได้ คิดเลขไม่ได้ อาจจะไม่ใช่เพราะไม่ชอบคิดเลข แต่อาจจะไม่ชอบวิธีที่ครูสอน ซึ่งถ้าครูเปลี่ยนไปใช้วิธีที่เด็กชอบ เด็กอาจจะเรียนรู้ได้ดีกว่า ซึ่งเด็กเองก็ต้องบอกครูได้ด้วยว่าต้องการให้ครูสอนวิธีไหน  ซึ่งการรู้ตัวเองว่ามีวิธีการเรียนแบบใดนี้จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนๆ หนึ่งเลยทีเดียวในสหรัฐอเมริกา เมื่อเด็กอายุครบหกขวบ เด็กต้องรู้ ต้องบอกได้ว่าตนเองมีวิธีเรียนรู้อย่างไรเช่น ต้องเห็นภาพ หรือแบบลงมือทำ  ที่ต้องรู้เพราะเมื่อขึ้นไปเรียนในชั้นประถมศึกษา ก็จะสามารถขอความช่วยเหลือจากครูได้ ครูจะได้ออกแบบการสอน หรือคิดแบบฝึกหัดให้เด็กแต่ละคนไปตามวิธีการเรียนรู้ของแต่ละคนได้ซึ่งหากเด็กเองยังไม่รู้ ครูจะต้องเป็นผู้ช่วยสร้างสภาพแวดล้อม และให้โอกาสเด็กได้ค้นหาตัวเอง เพื่อให้เด็กเข้าถึงการเรียนรู้ได้ด้วยวิธีของตัวเองได้ในที่สุด เป็นการเรียนรู้ที่เกิดมาจากภายในของตัวเด็กเอง
  • ครูช่วยเชื่อมโยงสิ่งที่เด็กสนใจกลับมาสู่ตัวเด็ก สู่ชีวิตจริง ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเด็กกับโลกรอบตัว ระหว่างสิ่งนั้นกับสิ่งนี้เพื่อขยายความสนใจของเด็กให้ขยายการเรียนรู้มากขึ้น จากสนใจใคร่รู้ไปเป็นคนที่รอบรู้ในเรื่องนั้นๆ

Related Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

74,430แฟนคลับชอบ
- EF Development Tools -

Latest Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 7) : ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF

ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF การศึกษาวิจัยว่าดนตรีมีส่วนในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function) เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาที่ยืนยันว่าการฝึกฝนเล่นดนตรีประเภทต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง นักดนตรีมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีที่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเล็ก และเล่นดนตรีมานานเกินกว่าสิบปีนั้นถูกค้นพบจากการทำงานสำรวจวิจัยของ Katherine-moore และทีมว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถในการคิดเชิงนามธรรมและแก้ปัญหาได้ดี อีกทั้งงานวิจัยพบว่านักดนตรีมืออาชีพมีผลคะแนนที่ดีอย่างเห็นได้ชัด เมื่อทำการทดสอบทักษะสมองส่วนหน้าด้านความจำเพื่อใช้งาน การจดจ่อใส่ใจ และกระบวนการคิดที่รวดเร็ว ซึ่งทักษะเหล่านี้แม้แต่นักดนตรีสมัครเล่นก็ทำการทดสอบทักษะดังที่กล่าวมาแล้วได้ดีกว่าคนที่ไม่เล่นดนตรี คำว่า “อันดนตรี มีคุณทุกอย่างไป” จึงเป็นคำที่ไม่กล่าวเกินเลย เพราะแม้แต่การฝึกฝนไม่เท่าไหร่ ก็ยังสามารถทำให้ทักษะ EF...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 6) : พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ

พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ สมองส่วนหน้าบริเวณหลังหน้าผาก เป็นสมองส่วนของการคิดขั้นสูงที่มีทักษะเชิงบริหารจัดการ (Executive Function: EF) ที่ทำงานกำกับการวางแผนและกำกับการกระทำของเราเกี่ยวข้องกับความคิด อารมณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีทักษะพื้นฐานของสมองส่วนนี้อยู่ 3 ทักษะคือ 1. ทักษะจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) 2. ทักษะยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) และ 3. ทักษะยืดหยุ่นความคิด (Cognitive...