สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

บทที่ 9 ตอนที่ 8 : ขั้นตอนพัฒนาการจากวัยเด็กสู่วัยรุ่นตามทฤษฎีอีริคสัน

ขั้นตอนพัฒนาการจากวัยเด็กสู่วัยรุ่นตามทฤษฎีอีริคสัน

พ่อแม่หรือครูควรเข้าใจเรื่องพัฒนาการ เรื่องความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เรื่อง Self การทำงานของสมอง 3 ส่วน และเรื่องทักษะสมอง EF ด้วย จึงจะสามารถพัฒนาเด็กคนหนึ่งให้เติบโตไปเป็นคนที่เห็นคุณค่าของตัวเอง คุณค่าของการมีชีวิตอยู่

ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กคนหนึ่งมีพฤติกรรมแย่งของเล่นจากเพื่อน ครูปฐมวัยต้องนึกถึงวัย นึกถึงพัฒนาการเด็ก นึกถึงพัฒนาการทางสมอง นึกถึงสมอง 3 ส่วน นึกถึงทักษะสมอง EF ว่าเด็กวัยนี้มีการยับยั้งชั่งใจเป็นอย่างไร ทำได้แค่ไหน  หรือหากก่อนหน้านี้เด็กคนนี้ไม่เคยแย่งของเล่น เพราะอยู่ในวัยที่มีทักษะสมอง EF ด้านการยับยั้งชั่งใจแล้ว แต่ทำไมตอนนี้แย่ง แสดงว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น อาจจะมีปัญหาจากทางบ้าน เช่น แม่มีน้องใช่หรือไม่ เมื่อครูเข้าใจภาพรวม เข้าใจกระบวนการทำงานร่วมกันของสมอง จิตใจ และพฤติกรรมมนุษย์ ก็จะสามารถแก้ปัญหา ช่วยเหลือส่งเสริมได้ถูกจุด ไม่ไปลงโทษ ดุว่าเด็ก 

ตามทฤษฎีของอีริคสันถ้ามนุษย์จะพัฒนาต้องมีตัวกระตุ้น 2 ส่วน คือความต้องการด้านจิตใจกับความคาดหวังทางสังคม ซึ่งต้องประสานกันให้ดีจึงจะผ่านไปได้ในแต่ละช่วงวัย และมีพัฒนาการ มี Self มีตัวตนในทางที่ควรจะเป็นของแต่ละวัย แต่ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนที่เป็น “คนสำคัญ” ที่อยู่รอบตัว เด็กจะก็จะมีพัฒนาการ Self และมีพฤติกรรมในทางตรงกันข้าม ในแต่ละขั้นของพัฒนาตามทฤษฎี / หลักการของอีริคสัน จะมีบุคคลและสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาดังนี้

ขั้นที่ 1 Trust vs Mistrust (วัยทารกแรกเกิด – 18 เดือน)

ในช่วงวัยนี้เด็กต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นในการดูแลเอาใจใส่ทุกด้าน ถ้าได้รับการดูแลเอาใจใส่ ได้รับสัมผัสอ่อนโยนอบอุ่น ได้รับความรักความพอใจทั้งทางร่างกายและจิตใจ และได้รับความรักความอบอุ่นผูกพันจากพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูอย่างเต็มที่ เด็กจะเรียนรู้ที่จะไว้วางใจในสิ่งแวดล้อม ในคนที่ใกล้ชิด ซึ่งก็คือแม่ ในทางตรงข้าม ถ้าหากความต้องการไม่ได้รับการตอบสนองเด็กจะเติบโตไปอย่างไม่ไว้วางใจผู้ใด และมองโลกในแง่ร้าย คนที่มองโลกในแง่ร้ายจะคิดลบไว้ก่อน ป้องกันตัวเองไว้ก่อน เอาเปรียบไว้ก่อน เห็นใจคนอื่นยาก

ในขวบปีแรก หรือขั้นตอนแรกของชีวิต จึงมีความสำคัญมากต่อการสร้างคนๆ หนึ่งให้มีคุณภาพ มีความสุขได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กในช่วงนี้จะฝังลึกมาก และกลายเป็นแรงขับที่ส่งผลกับพฤติกรรมไปจนตลอดชีวิต ในขณะเดียวกันผู้ที่เลี้ยงดูเด็กในช่วงวัยนี้หากไม่มีความเข้าใจมากพอก็จะทำสิ่งที่ไม่ดีกับเด็กได้ง่าย หรือไม่ได้ดูแลส่งเสริมเท่าที่ควร เพราะคิดว่า เด็กยังเล็ก ไม่รู้อะไร ยังจำอะไรไม่ได้ บอกใครก็ไม่ได้ ดังกรณีตัวอย่างของเด็กวัย 4 ขวบในสหรัฐอเมริกาที่ทำร้ายน้องชายตัวเองอย่างรุนแรง ซึ่งในเบื้องต้นหาสาเหตุไม่ได้ เพราะเด็กไม่สามารถบอกเล่าได้ จนต้องใช้วิธีสะกดจิต จึงได้รู้ว่าเป็นเพราะเคยถูกพ่อล่วงเกินทางเพศในขวบปีแรก

ขั้นที่ 1 คนที่สำคัญที่สุดคือแม่ สิ่งสำคัญต่อพัฒนาการในช่วงวัยนี้คือการสร้างความผูกพัน และที่แม่ต้องทำคือการให้นมลูก ทำให้ลูกรู้สึกสบายตัว กอดลูก ใกล้ชิดลูก ถ้าทำได้ ลูกจะมีความหวัง มีแรงขับ แต่ถ้าทำไม่ได้ หรือ “แม่ไม่มีอยู่จริง” ไม่มีคนที่ทำหน้าที่สำคัญนี้แทนแม่ หรือแม่อารมณ์ไม่มั่นคง ไม่สม่ำเสมอในการดูแลลูก เด็กจะไม่ไว้วางใจโลก ระแวดระวัง ชอบแยกตัวออกมา และพัฒนาทักษะสมอง EF ได้ยาก เพราะสมองส่วนอารมณ์และสัญชาตญาณทำงานมากกว่า

ขั้นที่ 2 Autonomy vs Shame and Doubt (วัยเตาะแตะ 2 – 3 ปี)

หากเด็กพัฒนาขั้นที่ 1 มาดี เมื่อถึงขวบปีต่อมา พัฒนาการทางด้านร่างกายเพิ่มขึ้น เด็กจะเริ่มมีตัวตน เริ่มรู้ตัวว่าสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้เอง ควบคุมร่างกายตัวเองได้ คิดได้ เลือกได้ หากได้รับการสนับสนุนและกระตุ้นให้ได้ช่วยเหลือตัวเอง เด็กจะมีความมั่นใจในตัวเอง กล้าที่จะลองและเลือก แต่ถ้าเลี้ยงดูแบบปกป้องมากเกินไป ผู้ใหญ่ไม่ยอมรับสิ่งที่เด็กทำขึ้นมาด้วยตนเอง ไม่ให้เด็กได้ช่วยเหลือตัวเอง เด็กจะพัฒนาตัวเองไปเป็นเด็กที่ขี้อาย สงสัยในความสามารถของตนเอง ไม่แน่ใจว่าจะทำหรือไม่ทำตลอดเวลา

เป็นช่วงวัยที่เหมาะกับการใช้วินัยเชิงบวกที่แนะนำไม่ให้ใช้คำว่า “ห้าม ไม่ อย่า หยุด” เพราะถ้าห้ามมาก จะไปกระตุ้นพฤติกรรมด้านลบ 2 แบบ แบบแรกคือเด็กทำเร็วขึ้น ทำลับหลัง หรือรีบทำ แบบที่สอง คือ ไม่กล้าทำ ไม่กล้าคิดเลย ซึ่งไม่ได้พัฒนาความเป็นอิสระ (Autonomy) แต่เกิดความไม่มั่นใจ ขี้อาย (Shame & Doubt) ขึ้นมาแทน

พ่อแม่ของลูกวัยนี้ จึงควรฝึกตัวเองให้เคยชินที่จะไม่พูด “ห้าม ไม่ อย่า หยุด”กับลูก เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้เติบโตไปด้วยความรู้สึกว่าสามารถทำอะไรเองได้ พึ่งตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้

ขั้นที่ 2 คนสำคัญต่อพัฒนาการช่วงนี้คือพ่อแม่ เด็กวัยนี้เริ่มรู้แล้วว่ามนุษย์มีพ่อและแม่ ถ้าเริ่มรู้ว่ามีแต่พ่อ จะส่งผลต่อ Autonomy มองตัวเองว่าไม่เหมือนเด็กทั่วไป สิ่งสำคัญต่อพัฒนาการในช่วงวัยนี้คือการให้เด็กได้ดูแลตัวเอง สอนให้ดูแลตัวเองให้เป็น เช่นสอนให้ติดกระดุม ฝึกเข้าห้องน้ำ ฝึกใช้กล้ามเนื้อ ได้เดินเอง ให้ลูกรู้สึกว่า ทำได้ ดังนั้นการช่วยลูกทำสิ่งต่างๆ เท่ากับตัดโอกาสที่ลูกจะพัฒนาself ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ Self-esteem, Self-confidence, Self-actualization ดังนั้นถ้า Self ไม่ได้ถูกพัฒนาหรือต้นทุนต่ำ ก็จะส่งผลต่อการพัฒนาด้านอื่นทั้งหมด ในขั้นตอนนี้ถ้าดูแลไม่ดี เด็กจะรู้สึกไม่มีตัวตน ควบคุมตัวเองไม่ได้ หุนหันพลันแล่น

ขั้นที่ 3 Initiative vs Guilt (เด็กก่อนวัยเรียน 3 – 6 ปี)

เป็นช่วงที่เด็กมีการเรียนรู้มากมาย มีความสัมพันธ์กับเพื่อนที่โรงเรียน เพื่อนบ้าน อยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง อยากสำรวจ ชอบเล่นตามความคิดจินตนาการ ถ้าเด็กได้รับความรักความเข้าใจได้รับการสนับสนุนในการทำกิจกรรมต่างๆ จะมีความมั่นใจในตนเอง กล้าซักถาม มีความคิดริเริ่ม แต่ถ้าพ่อแม่เข้มงวดควบคุมตลอดเวลา เด็กจะเกิดความรู้สึกว่าตนเองทำผิดเมื่อพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง

การที่เด็กมีความกล้าที่จะเริ่มสนทนาหรือกล้าเดินเข้าไปชวนเพื่อนเล่น เป็นการพัฒนาทางด้านจิตใจที่สำคัญ ซึ่งถ้าถูกควบคุมอย่างเข้มงวดมา จะรู้สึกไม่กล้า เช่นไม่กล้าถามเพราะกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ เด็กบางคนจะรับมือกับการโดนปฏิเสธได้ไม่ดี เพราะถ้าเพื่อนบอกว่าไม่เอา จะเจ็บ รับมือกับความรู้สึกเจ็บไม่ได้ ซึ่งส่งผลต่อทักษะทางอารมณ์ สังคม ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข โตขึ้นจะมีเพื่อนน้อย หรือเริ่มไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง

ขั้นที่ 3 สิ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการในช่วงวัยนี้ คือการสร้างเพื่อน คนที่สำคัญที่สุดคือครอบครัวที่ต้องสนับสนุนส่งเสริมให้เด็กได้เล่น ได้เล่นกับเพื่อน ได้เรียนรู้ผ่านการเล่น ได้ลงมือทำ ได้สำรวจ ได้ค้นพบด้วยตัวเองซึ่งถ้าไม่ได้รับการส่งเสริม เด็กจะเป็นคนที่ไม่เข้าใจ ไม่เห็นใจคนอื่น และไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้

ขั้นที่ 4 Industry vs Inferiority (เด็กวัยเรียน 6 – 12 ปี) 

ร่างกายมีศักยภาพมาก มีความพร้อมมาก จึงขยันขันแข็ง อยากรู้ อยากทำ ไม่รู้จักเหนื่อย ดังนั้นถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนให้ทำ ก็จะรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรที่ประสบผลสำเร็จเลย จนรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า ถ้า “ทำได้ จะไปต่อ” ในขั้นนี้ต้องให้เด็กลงมือทำให้มาก ให้ได้เรียนรู้จากการลงมือทำ จากการเล่น จากสิ่งที่ผิดพลาด จากการทำงานกับกลุ่มเพื่อน เป็นขั้นที่ต้องส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกฝนพัฒนาทักษะสังคม

ขั้นที่ 4 สิ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการในช่วงวัยนี้คือการเข้าสังคม สร้างเพื่อน สร้างเครือข่าย ผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือ โรงเรียน ครู เพื่อน เพื่อนบ้าน ถ้าทำไม่ได้ดี เด็กจะเป็นคนเฉื่อยชา ไม่อยากทำอะไร         

ขั้นที่ 5 Identity vs Role Confusion (เด็กโต 12 – 20 ปี)

เป็นช่วงที่เด็กเข้าไปผูกพันกับสังคมและต้องการการยอมรับจากสังคม จากกลุ่ม มีความรู้สึกเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเอง มีความเชื่อ มีความคิดของตัวเอง รู้ว่าต้องการอะไร โดดเด่น แตกต่างจากคนอื่นตรงไหน พยายามที่จะหาอัตลักษณ์ หาตัวตนของตัวเองถ้าการพัฒนาในขั้นก่อนหน้านั้นไม่ดี มาถึงขั้นนี้เด็กจะสับสนรู้สึกขัดแย้ง และหาไม่พบว่ามีความสามารถอะไร ต่างจากคนอื่นหรือโดดเด่นจากคนอื่นอย่างไร

เด็กบางคนหาตัวตนไม่เจอ หรือรู้สึกไม่เป็นที่ยอมรับ จะแสวงหาไปเรื่อยจนอาจเข้าไปหาในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมจนเกิดปัญหา เช่น ติดเกม ติดกลุ่มเพื่อนที่ร่วมกันทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะรู้สึกว่าตรงนั้นตัวเองมีตัวตน ได้รับการยกย่อง ความสำเร็จ ต่างจากเมื่ออยู่ที่บ้านหรือที่โรงเรียน

ขั้นที่ 5 สิ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการในช่วงวัยนี้คือความผูกพันและสัมพันธภาพกับเพื่อน ผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือ กลุ่มเพื่อน

หลักการของอีริคสันเป็นหลักให้พ่อแม่ ผู้ที่ดูแลเด็กนำไปใช้เป็นหลักในการดูแลเด็กแต่ละวัยให้ผ่านขั้นตอนพัฒนาการไปได้ด้วยดี หากเจออุปสรรคปัญหาที่อาจมีในแต่ละช่วงวัยเด็กก็จะสามารถฝ่าฟันไปได้


ความรู้ชุด “ดูแลเด็กยุคโควิด” โดย สถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป)
ผาณิต บุญมาก เรียบเรียง
ภาวนา อร่ามฤทธิ์ บรรณาธิการ

Related Articles

บทที่ 9 ตอนที่ 9 : ลูกจะมีทักษะสมอง EF ดี พ่อแม่ต้องมีทักษะสมอง EF ดีด้วย

ลูกจะมีทักษะสมอง EF ดี พ่อแม่ต้องมีทักษะสมอง EF ดีด้วย ลูกจะมีทักษะสมอง EF ที่ดี พ่อแม่ต้องใช้หลักการวินัยเชิงบวก และพ่อแม่จะใช้วินัยเชิงบวกได้ดี พ่อแม่ก็ต้องมีทักษะสมอง EF ที่ดีด้วย ทักษะสมอง EF ด้านที่สำคัญที่สุดที่พ่อแม่ต้องมี คือ Cognitive Flexibility หรือทักษะคิดยืดหยุ่น เพราะพ่อแม่มักเคยชินกับการใช้คำว่า “ไม่” กับเด็ก ซึ่งไม่ใช่การสร้างวินัยเชิงบวก...

บทที่ 9 ตอนที่ 8 : ขั้นตอนพัฒนาการจากวัยเด็กสู่วัยรุ่นตามทฤษฎีอีริคสัน

ขั้นตอนพัฒนาการจากวัยเด็กสู่วัยรุ่นตามทฤษฎีอีริคสัน พ่อแม่หรือครูควรเข้าใจเรื่องพัฒนาการ เรื่องความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เรื่อง Self การทำงานของสมอง 3 ส่วน และเรื่องทักษะสมอง EF ด้วย จึงจะสามารถพัฒนาเด็กคนหนึ่งให้เติบโตไปเป็นคนที่เห็นคุณค่าของตัวเอง คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กคนหนึ่งมีพฤติกรรมแย่งของเล่นจากเพื่อน ครูปฐมวัยต้องนึกถึงวัย นึกถึงพัฒนาการเด็ก นึกถึงพัฒนาการทางสมอง นึกถึงสมอง 3 ส่วน นึกถึงทักษะสมอง EF ว่าเด็กวัยนี้มีการยับยั้งชั่งใจเป็นอย่างไร ทำได้แค่ไหน  หรือหากก่อนหน้านี้เด็กคนนี้ไม่เคยแย่งของเล่น...

บทที่ 9 ตอนที่ 7 : พฤติกรรมไม่ดี เด็กดื้อ เกิดจากอะไร

พฤติกรรมไม่ดี เด็กดื้อ เกิดจากอะไร ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการทำงานร่วมกันของสมอง จิตใจ และพฤติกรรมมนุษย์ จะเห็นว่าก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะแสดงพฤติกรรมอะไรออกมา มีเรื่องของจิตใจ (Mind) เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ คือเด็กต้องรู้สึกอะไรบางอย่างก่อนจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม และความรู้สึกนั้นอาจมาจากการไม่ได้รับการสนองตอบความต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อพ่อแม่หรือครูเห็นพฤติกรรมของเด็กที่แสดงออกมา จะตัดสินเด็กทันที แล้วอบรมสั่งสอนเด็กที่แสดงพฤติกรรมนั้นๆ โดยไม่ได้ทบทวน ไม่ได้มองที่ต้นเหตุว่าเกิดจากอะไร กลับแก้ที่ปลายเหตุ โดยลงโทษที่พฤติกรรม ซึ่งยิ่งทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาและบานปลายออกไปอีก เวลาผู้ใหญ่มองเด็กดื้อ มักจะเห็นพฤติกรรมไม่ดีที่แสดงออกมา ไม่มีความรู้ว่าที่เด็กแสดงออกมานั้นเกิดจากสมองที่ทำงานเกี่ยวกับอารมณ์ ไม่เข้าใจเรื่องการทำงานของสมอง...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

73,285แฟนคลับชอบ
- EF Development Tools -

Latest Articles

บทที่ 9 ตอนที่ 9 : ลูกจะมีทักษะสมอง EF ดี พ่อแม่ต้องมีทักษะสมอง EF ดีด้วย

ลูกจะมีทักษะสมอง EF ดี พ่อแม่ต้องมีทักษะสมอง EF ดีด้วย ลูกจะมีทักษะสมอง EF ที่ดี พ่อแม่ต้องใช้หลักการวินัยเชิงบวก และพ่อแม่จะใช้วินัยเชิงบวกได้ดี พ่อแม่ก็ต้องมีทักษะสมอง EF ที่ดีด้วย ทักษะสมอง EF ด้านที่สำคัญที่สุดที่พ่อแม่ต้องมี คือ Cognitive Flexibility หรือทักษะคิดยืดหยุ่น เพราะพ่อแม่มักเคยชินกับการใช้คำว่า “ไม่” กับเด็ก ซึ่งไม่ใช่การสร้างวินัยเชิงบวก...

บทที่ 9 ตอนที่ 8 : ขั้นตอนพัฒนาการจากวัยเด็กสู่วัยรุ่นตามทฤษฎีอีริคสัน

ขั้นตอนพัฒนาการจากวัยเด็กสู่วัยรุ่นตามทฤษฎีอีริคสัน พ่อแม่หรือครูควรเข้าใจเรื่องพัฒนาการ เรื่องความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เรื่อง Self การทำงานของสมอง 3 ส่วน และเรื่องทักษะสมอง EF ด้วย จึงจะสามารถพัฒนาเด็กคนหนึ่งให้เติบโตไปเป็นคนที่เห็นคุณค่าของตัวเอง คุณค่าของการมีชีวิตอยู่ ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กคนหนึ่งมีพฤติกรรมแย่งของเล่นจากเพื่อน ครูปฐมวัยต้องนึกถึงวัย นึกถึงพัฒนาการเด็ก นึกถึงพัฒนาการทางสมอง นึกถึงสมอง 3 ส่วน นึกถึงทักษะสมอง EF ว่าเด็กวัยนี้มีการยับยั้งชั่งใจเป็นอย่างไร ทำได้แค่ไหน  หรือหากก่อนหน้านี้เด็กคนนี้ไม่เคยแย่งของเล่น...

บทที่ 9 ตอนที่ 7 : พฤติกรรมไม่ดี เด็กดื้อ เกิดจากอะไร

พฤติกรรมไม่ดี เด็กดื้อ เกิดจากอะไร ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงกระบวนการทำงานร่วมกันของสมอง จิตใจ และพฤติกรรมมนุษย์ จะเห็นว่าก่อนที่เด็กคนหนึ่งจะแสดงพฤติกรรมอะไรออกมา มีเรื่องของจิตใจ (Mind) เข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ คือเด็กต้องรู้สึกอะไรบางอย่างก่อนจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม และความรู้สึกนั้นอาจมาจากการไม่ได้รับการสนองตอบความต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์ แต่ส่วนใหญ่แล้ว เมื่อพ่อแม่หรือครูเห็นพฤติกรรมของเด็กที่แสดงออกมา จะตัดสินเด็กทันที แล้วอบรมสั่งสอนเด็กที่แสดงพฤติกรรมนั้นๆ โดยไม่ได้ทบทวน ไม่ได้มองที่ต้นเหตุว่าเกิดจากอะไร กลับแก้ที่ปลายเหตุ โดยลงโทษที่พฤติกรรม ซึ่งยิ่งทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาและบานปลายออกไปอีก เวลาผู้ใหญ่มองเด็กดื้อ มักจะเห็นพฤติกรรมไม่ดีที่แสดงออกมา ไม่มีความรู้ว่าที่เด็กแสดงออกมานั้นเกิดจากสมองที่ทำงานเกี่ยวกับอารมณ์ ไม่เข้าใจเรื่องการทำงานของสมอง...

บทที่ 9 ตอนที่ 6 : การใช้อำนาจในห้องเรียนกระทบ Self และการเรียนรู้ของเด็ก

การใช้อำนาจในห้องเรียนกระทบ Self และการเรียนรู้ของเด็ก เมื่อเด็กรู้สึกปลอดภัย อารมณ์สงบ เด็กจะเรียนรู้ได้ดี พัฒนาการดี แต่การจะทำให้ห้องเรียนปลอดภัย ส่วนใหญ่ทำกันเพียงทางด้านกายภาพเท่านั้น เด็กยังไม่รู้สึก “อบอุ่นปลอดภัย” เพราะครูยังใช้อำนาจ ใช้อารมณ์ มากกว่าให้โอกาส เด็กรู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะว่าไม่รู้ว่าวันนี้ถ้าเจอครูคนนี้แล้วจะโดนอะไรอีก เมื่อรู้สึกเช่นนี้อารมณ์จะไม่นิ่ง แทนที่สมอง EF ที่จะพัฒนาเป็นทักษะต่างๆ จะทำงาน  กลับเป็นสมองส่วนสัญชาตญาณทำงานเพื่อปกป้องตัวเอง สมอง EF จึงไม่พัฒนา ในห้องเรียน นอกจากการตี...

บทที่ 9 ตอนที่ 5 : สอนเด็กรู้จักอารมณ์ตัวเอง สร้าง Self และทักษะสังคม

สอนเด็กรู้จักอารมณ์ตัวเอง สร้าง Self และทักษะสังคม การที่ผู้ใหญ่สะท้อนอารมณ์ของเด็ก บอกให้เด็กรู้ว่าตัวเด็กกำลังรู้สึกอย่างไร จะทำให้เด็กรู้สึกมี Self มีตัวตน เพราะความรู้สึกนึกคิดและสิ่งที่เขาแสดงออกมานั้น ผู้ใหญ่เห็น ได้ยิน ให้ความสนใจ และการที่ผู้ใหญ่บอกว่าอารมณ์นั้นเรียกว่าอะไร เป็นการสอนให้เด็กรู้จักอารมณ์ อย่างเช่นที่สถาบัน 101 Educare Center ในวันเปิดเทอมแรกๆ เมื่อเด็กมาเรียนแล้วร้องไห้ ครูจะสะท้อนอารมณ์เด็ก โดยพูดว่า “หนูร้องไห้ เพราะคิดถึงคุณพ่อคุณแม่ อยากไปหาคุณพ่อคุณแม่ใช่ไหม”...