สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

บทที่ 9 ตอนที่ 8 : ขั้นตอนพัฒนาการจากวัยเด็กสู่วัยรุ่นตามทฤษฎีอีริคสัน

ขั้นตอนพัฒนาการจากวัยเด็กสู่วัยรุ่นตามทฤษฎีอีริคสัน

พ่อแม่หรือครูควรเข้าใจเรื่องพัฒนาการ เรื่องความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ เรื่อง Self การทำงานของสมอง 3 ส่วน และเรื่องทักษะสมอง EF ด้วย จึงจะสามารถพัฒนาเด็กคนหนึ่งให้เติบโตไปเป็นคนที่เห็นคุณค่าของตัวเอง คุณค่าของการมีชีวิตอยู่

ตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กคนหนึ่งมีพฤติกรรมแย่งของเล่นจากเพื่อน ครูปฐมวัยต้องนึกถึงวัย นึกถึงพัฒนาการเด็ก นึกถึงพัฒนาการทางสมอง นึกถึงสมอง 3 ส่วน นึกถึงทักษะสมอง EF ว่าเด็กวัยนี้มีการยับยั้งชั่งใจเป็นอย่างไร ทำได้แค่ไหน  หรือหากก่อนหน้านี้เด็กคนนี้ไม่เคยแย่งของเล่น เพราะอยู่ในวัยที่มีทักษะสมอง EF ด้านการยับยั้งชั่งใจแล้ว แต่ทำไมตอนนี้แย่ง แสดงว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น อาจจะมีปัญหาจากทางบ้าน เช่น แม่มีน้องใช่หรือไม่ เมื่อครูเข้าใจภาพรวม เข้าใจกระบวนการทำงานร่วมกันของสมอง จิตใจ และพฤติกรรมมนุษย์ ก็จะสามารถแก้ปัญหา ช่วยเหลือส่งเสริมได้ถูกจุด ไม่ไปลงโทษ ดุว่าเด็ก 

ตามทฤษฎีของอีริคสันถ้ามนุษย์จะพัฒนาต้องมีตัวกระตุ้น 2 ส่วน คือความต้องการด้านจิตใจกับความคาดหวังทางสังคม ซึ่งต้องประสานกันให้ดีจึงจะผ่านไปได้ในแต่ละช่วงวัย และมีพัฒนาการ มี Self มีตัวตนในทางที่ควรจะเป็นของแต่ละวัย แต่ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนที่เป็น “คนสำคัญ” ที่อยู่รอบตัว เด็กจะก็จะมีพัฒนาการ Self และมีพฤติกรรมในทางตรงกันข้าม ในแต่ละขั้นของพัฒนาตามทฤษฎี / หลักการของอีริคสัน จะมีบุคคลและสิ่งที่สำคัญต่อการพัฒนาดังนี้

ขั้นที่ 1 Trust vs Mistrust (วัยทารกแรกเกิด – 18 เดือน)

ในช่วงวัยนี้เด็กต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นในการดูแลเอาใจใส่ทุกด้าน ถ้าได้รับการดูแลเอาใจใส่ ได้รับสัมผัสอ่อนโยนอบอุ่น ได้รับความรักความพอใจทั้งทางร่างกายและจิตใจ และได้รับความรักความอบอุ่นผูกพันจากพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดูอย่างเต็มที่ เด็กจะเรียนรู้ที่จะไว้วางใจในสิ่งแวดล้อม ในคนที่ใกล้ชิด ซึ่งก็คือแม่ ในทางตรงข้าม ถ้าหากความต้องการไม่ได้รับการตอบสนองเด็กจะเติบโตไปอย่างไม่ไว้วางใจผู้ใด และมองโลกในแง่ร้าย คนที่มองโลกในแง่ร้ายจะคิดลบไว้ก่อน ป้องกันตัวเองไว้ก่อน เอาเปรียบไว้ก่อน เห็นใจคนอื่นยาก

ในขวบปีแรก หรือขั้นตอนแรกของชีวิต จึงมีความสำคัญมากต่อการสร้างคนๆ หนึ่งให้มีคุณภาพ มีความสุขได้มากน้อยแค่ไหน นอกจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กในช่วงนี้จะฝังลึกมาก และกลายเป็นแรงขับที่ส่งผลกับพฤติกรรมไปจนตลอดชีวิต ในขณะเดียวกันผู้ที่เลี้ยงดูเด็กในช่วงวัยนี้หากไม่มีความเข้าใจมากพอก็จะทำสิ่งที่ไม่ดีกับเด็กได้ง่าย หรือไม่ได้ดูแลส่งเสริมเท่าที่ควร เพราะคิดว่า เด็กยังเล็ก ไม่รู้อะไร ยังจำอะไรไม่ได้ บอกใครก็ไม่ได้ ดังกรณีตัวอย่างของเด็กวัย 4 ขวบในสหรัฐอเมริกาที่ทำร้ายน้องชายตัวเองอย่างรุนแรง ซึ่งในเบื้องต้นหาสาเหตุไม่ได้ เพราะเด็กไม่สามารถบอกเล่าได้ จนต้องใช้วิธีสะกดจิต จึงได้รู้ว่าเป็นเพราะเคยถูกพ่อล่วงเกินทางเพศในขวบปีแรก

ขั้นที่ 1 คนที่สำคัญที่สุดคือแม่ สิ่งสำคัญต่อพัฒนาการในช่วงวัยนี้คือการสร้างความผูกพัน และที่แม่ต้องทำคือการให้นมลูก ทำให้ลูกรู้สึกสบายตัว กอดลูก ใกล้ชิดลูก ถ้าทำได้ ลูกจะมีความหวัง มีแรงขับ แต่ถ้าทำไม่ได้ หรือ “แม่ไม่มีอยู่จริง” ไม่มีคนที่ทำหน้าที่สำคัญนี้แทนแม่ หรือแม่อารมณ์ไม่มั่นคง ไม่สม่ำเสมอในการดูแลลูก เด็กจะไม่ไว้วางใจโลก ระแวดระวัง ชอบแยกตัวออกมา และพัฒนาทักษะสมอง EF ได้ยาก เพราะสมองส่วนอารมณ์และสัญชาตญาณทำงานมากกว่า

ขั้นที่ 2 Autonomy vs Shame and Doubt (วัยเตาะแตะ 2 – 3 ปี)

หากเด็กพัฒนาขั้นที่ 1 มาดี เมื่อถึงขวบปีต่อมา พัฒนาการทางด้านร่างกายเพิ่มขึ้น เด็กจะเริ่มมีตัวตน เริ่มรู้ตัวว่าสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้เอง ควบคุมร่างกายตัวเองได้ คิดได้ เลือกได้ หากได้รับการสนับสนุนและกระตุ้นให้ได้ช่วยเหลือตัวเอง เด็กจะมีความมั่นใจในตัวเอง กล้าที่จะลองและเลือก แต่ถ้าเลี้ยงดูแบบปกป้องมากเกินไป ผู้ใหญ่ไม่ยอมรับสิ่งที่เด็กทำขึ้นมาด้วยตนเอง ไม่ให้เด็กได้ช่วยเหลือตัวเอง เด็กจะพัฒนาตัวเองไปเป็นเด็กที่ขี้อาย สงสัยในความสามารถของตนเอง ไม่แน่ใจว่าจะทำหรือไม่ทำตลอดเวลา

เป็นช่วงวัยที่เหมาะกับการใช้วินัยเชิงบวกที่แนะนำไม่ให้ใช้คำว่า “ห้าม ไม่ อย่า หยุด” เพราะถ้าห้ามมาก จะไปกระตุ้นพฤติกรรมด้านลบ 2 แบบ แบบแรกคือเด็กทำเร็วขึ้น ทำลับหลัง หรือรีบทำ แบบที่สอง คือ ไม่กล้าทำ ไม่กล้าคิดเลย ซึ่งไม่ได้พัฒนาความเป็นอิสระ (Autonomy) แต่เกิดความไม่มั่นใจ ขี้อาย (Shame & Doubt) ขึ้นมาแทน

พ่อแม่ของลูกวัยนี้ จึงควรฝึกตัวเองให้เคยชินที่จะไม่พูด “ห้าม ไม่ อย่า หยุด”กับลูก เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้เติบโตไปด้วยความรู้สึกว่าสามารถทำอะไรเองได้ พึ่งตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้

ขั้นที่ 2 คนสำคัญต่อพัฒนาการช่วงนี้คือพ่อแม่ เด็กวัยนี้เริ่มรู้แล้วว่ามนุษย์มีพ่อและแม่ ถ้าเริ่มรู้ว่ามีแต่พ่อ จะส่งผลต่อ Autonomy มองตัวเองว่าไม่เหมือนเด็กทั่วไป สิ่งสำคัญต่อพัฒนาการในช่วงวัยนี้คือการให้เด็กได้ดูแลตัวเอง สอนให้ดูแลตัวเองให้เป็น เช่นสอนให้ติดกระดุม ฝึกเข้าห้องน้ำ ฝึกใช้กล้ามเนื้อ ได้เดินเอง ให้ลูกรู้สึกว่า ทำได้ ดังนั้นการช่วยลูกทำสิ่งต่างๆ เท่ากับตัดโอกาสที่ลูกจะพัฒนาself ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ Self-esteem, Self-confidence, Self-actualization ดังนั้นถ้า Self ไม่ได้ถูกพัฒนาหรือต้นทุนต่ำ ก็จะส่งผลต่อการพัฒนาด้านอื่นทั้งหมด ในขั้นตอนนี้ถ้าดูแลไม่ดี เด็กจะรู้สึกไม่มีตัวตน ควบคุมตัวเองไม่ได้ หุนหันพลันแล่น

ขั้นที่ 3 Initiative vs Guilt (เด็กก่อนวัยเรียน 3 – 6 ปี)

เป็นช่วงที่เด็กมีการเรียนรู้มากมาย มีความสัมพันธ์กับเพื่อนที่โรงเรียน เพื่อนบ้าน อยากรู้อยากเห็น อยากทดลอง อยากสำรวจ ชอบเล่นตามความคิดจินตนาการ ถ้าเด็กได้รับความรักความเข้าใจได้รับการสนับสนุนในการทำกิจกรรมต่างๆ จะมีความมั่นใจในตนเอง กล้าซักถาม มีความคิดริเริ่ม แต่ถ้าพ่อแม่เข้มงวดควบคุมตลอดเวลา เด็กจะเกิดความรู้สึกว่าตนเองทำผิดเมื่อพยายามทำอะไรด้วยตัวเอง

การที่เด็กมีความกล้าที่จะเริ่มสนทนาหรือกล้าเดินเข้าไปชวนเพื่อนเล่น เป็นการพัฒนาทางด้านจิตใจที่สำคัญ ซึ่งถ้าถูกควบคุมอย่างเข้มงวดมา จะรู้สึกไม่กล้า เช่นไม่กล้าถามเพราะกลัวว่าจะถูกปฏิเสธ เด็กบางคนจะรับมือกับการโดนปฏิเสธได้ไม่ดี เพราะถ้าเพื่อนบอกว่าไม่เอา จะเจ็บ รับมือกับความรู้สึกเจ็บไม่ได้ ซึ่งส่งผลต่อทักษะทางอารมณ์ สังคม ถ้าไม่ได้รับการแก้ไข โตขึ้นจะมีเพื่อนน้อย หรือเริ่มไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง

ขั้นที่ 3 สิ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการในช่วงวัยนี้ คือการสร้างเพื่อน คนที่สำคัญที่สุดคือครอบครัวที่ต้องสนับสนุนส่งเสริมให้เด็กได้เล่น ได้เล่นกับเพื่อน ได้เรียนรู้ผ่านการเล่น ได้ลงมือทำ ได้สำรวจ ได้ค้นพบด้วยตัวเองซึ่งถ้าไม่ได้รับการส่งเสริม เด็กจะเป็นคนที่ไม่เข้าใจ ไม่เห็นใจคนอื่น และไม่สามารถยับยั้งชั่งใจได้

ขั้นที่ 4 Industry vs Inferiority (เด็กวัยเรียน 6 – 12 ปี) 

ร่างกายมีศักยภาพมาก มีความพร้อมมาก จึงขยันขันแข็ง อยากรู้ อยากทำ ไม่รู้จักเหนื่อย ดังนั้นถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนให้ทำ ก็จะรู้สึกว่าไม่ได้ทำอะไรที่ประสบผลสำเร็จเลย จนรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า ถ้า “ทำได้ จะไปต่อ” ในขั้นนี้ต้องให้เด็กลงมือทำให้มาก ให้ได้เรียนรู้จากการลงมือทำ จากการเล่น จากสิ่งที่ผิดพลาด จากการทำงานกับกลุ่มเพื่อน เป็นขั้นที่ต้องส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกฝนพัฒนาทักษะสังคม

ขั้นที่ 4 สิ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการในช่วงวัยนี้คือการเข้าสังคม สร้างเพื่อน สร้างเครือข่าย ผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือ โรงเรียน ครู เพื่อน เพื่อนบ้าน ถ้าทำไม่ได้ดี เด็กจะเป็นคนเฉื่อยชา ไม่อยากทำอะไร         

ขั้นที่ 5 Identity vs Role Confusion (เด็กโต 12 – 20 ปี)

เป็นช่วงที่เด็กเข้าไปผูกพันกับสังคมและต้องการการยอมรับจากสังคม จากกลุ่ม มีความรู้สึกเป็นอิสระและเป็นตัวของตัวเอง มีความเชื่อ มีความคิดของตัวเอง รู้ว่าต้องการอะไร โดดเด่น แตกต่างจากคนอื่นตรงไหน พยายามที่จะหาอัตลักษณ์ หาตัวตนของตัวเองถ้าการพัฒนาในขั้นก่อนหน้านั้นไม่ดี มาถึงขั้นนี้เด็กจะสับสนรู้สึกขัดแย้ง และหาไม่พบว่ามีความสามารถอะไร ต่างจากคนอื่นหรือโดดเด่นจากคนอื่นอย่างไร

เด็กบางคนหาตัวตนไม่เจอ หรือรู้สึกไม่เป็นที่ยอมรับ จะแสวงหาไปเรื่อยจนอาจเข้าไปหาในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมจนเกิดปัญหา เช่น ติดเกม ติดกลุ่มเพื่อนที่ร่วมกันทำสิ่งที่ไม่ดี เพราะรู้สึกว่าตรงนั้นตัวเองมีตัวตน ได้รับการยกย่อง ความสำเร็จ ต่างจากเมื่ออยู่ที่บ้านหรือที่โรงเรียน

ขั้นที่ 5 สิ่งที่สำคัญต่อพัฒนาการในช่วงวัยนี้คือความผูกพันและสัมพันธภาพกับเพื่อน ผู้ที่มีบทบาทสำคัญคือ กลุ่มเพื่อน

หลักการของอีริคสันเป็นหลักให้พ่อแม่ ผู้ที่ดูแลเด็กนำไปใช้เป็นหลักในการดูแลเด็กแต่ละวัยให้ผ่านขั้นตอนพัฒนาการไปได้ด้วยดี หากเจออุปสรรคปัญหาที่อาจมีในแต่ละช่วงวัยเด็กก็จะสามารถฝ่าฟันไปได้


ความรู้ชุด “ดูแลเด็กยุคโควิด” โดย สถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป)
ผาณิต บุญมาก เรียบเรียง
ภาวนา อร่ามฤทธิ์ บรรณาธิการ

Related Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

74,430แฟนคลับชอบ
- EF Development Tools -

Latest Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 7) : ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF

ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF การศึกษาวิจัยว่าดนตรีมีส่วนในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function) เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาที่ยืนยันว่าการฝึกฝนเล่นดนตรีประเภทต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง นักดนตรีมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีที่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเล็ก และเล่นดนตรีมานานเกินกว่าสิบปีนั้นถูกค้นพบจากการทำงานสำรวจวิจัยของ Katherine-moore และทีมว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถในการคิดเชิงนามธรรมและแก้ปัญหาได้ดี อีกทั้งงานวิจัยพบว่านักดนตรีมืออาชีพมีผลคะแนนที่ดีอย่างเห็นได้ชัด เมื่อทำการทดสอบทักษะสมองส่วนหน้าด้านความจำเพื่อใช้งาน การจดจ่อใส่ใจ และกระบวนการคิดที่รวดเร็ว ซึ่งทักษะเหล่านี้แม้แต่นักดนตรีสมัครเล่นก็ทำการทดสอบทักษะดังที่กล่าวมาแล้วได้ดีกว่าคนที่ไม่เล่นดนตรี คำว่า “อันดนตรี มีคุณทุกอย่างไป” จึงเป็นคำที่ไม่กล่าวเกินเลย เพราะแม้แต่การฝึกฝนไม่เท่าไหร่ ก็ยังสามารถทำให้ทักษะ EF...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 6) : พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ

พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ สมองส่วนหน้าบริเวณหลังหน้าผาก เป็นสมองส่วนของการคิดขั้นสูงที่มีทักษะเชิงบริหารจัดการ (Executive Function: EF) ที่ทำงานกำกับการวางแผนและกำกับการกระทำของเราเกี่ยวข้องกับความคิด อารมณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีทักษะพื้นฐานของสมองส่วนนี้อยู่ 3 ทักษะคือ 1. ทักษะจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) 2. ทักษะยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) และ 3. ทักษะยืดหยุ่นความคิด (Cognitive...