สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

ความรู้ชุด: จักรวาลของ “สมอง” #9

ตระหนักในกฎแห่งการเรียนรู้ของสมอง

ทันทีที่เด็กเกิดมา สิ่งที่เกิดขึ้นมาแรกสุกคือการพัฒนาระบบประสาทที่เกี่ยวกับการหายใจ การเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหว การมองเห็น และการได้ยินเสียง ทั้งนี้ทารกแรกเกิดจนถึงอายุหนึ่งขวบนั้นมีจำนวนเซลล์สมอง (Neurons) ประมาณหนึ่งแสนล้านเซลล์เช่นเดียวกับที่ผู้ใหญ่มี สมองของเด็กที่มีจำนวนเซลล์สมองเท่ากับที่ผู้ใหญ่มี จะมีการพัฒนาและมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เนื่องจากกระบวนการสำคัญ 2 เรื่อง คือ

1.การเพิ่มขึ้นของจุดเชื่อมต่อเส้นประสาท เรียกว่า synapses ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จากการที่ได้รับ ประสบการณ์ที่หลากหลาย ผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ โดยเฉพาะการที่เด็กทารกได้รับการอุ้ม การก อด และบอกรัก

2. การเพิ่มขึ้นของปลอกประสาท เรียกว่า myelinization ของทารก อันได้จากการได้ดื่มนมแม่ นมแม่ส่งเสริมการสร้างปลอกไมอีลินให้หนาขึ้น จากสารอาหารหลักที่สำคัญคือ ไขมัน โปรตีน แลคโตส นอกจากนี้การได้รับสารอาหารเช่น DHA โคลีน โปรตีน จาก ไข่ ครีม ชีส นม ยังช่วยเสริมสร้างให้ปลอกไมอีลินแข็งแรงขึ้นด้วย

กระบวนการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท และปลอกไมอีลินที่หนาขึ้น เป็นสองกระบวนการที่ทำให้การสื่อนำสัญญาณประสาทรวดเร็วมากขึ้น

การเพิ่มขึ้นของจุดเชื่อมต่อเส้นประสาทหรือ Synapses คือกระบวนการที่เส้นประสาทขาออก (Axon) ของเซลล์สมองไปแตะเส้นประสาทขาเข้า (Dendrite) อย่างสลับซับซ้อนเกิดเป็นร่างแห (Network) และวงจร (Circuit) ประสาทขนาดใหญ่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นพร้อมๆกับการสลายจุดเชื่อมต่อตั้งแต่แรกเกิดของเซลล์ประสาทที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ กระบวนการสลายจุดเชื่อมต่อเรียกว่า Synaptic Pruning เรียกสั้นๆว่า Pruning

 กระบวนการตัดแต่งหรือ Pruning จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในเด็กอายุประมาณ 6 ขวบเป็นต้นไป จนกระทั่งไปสิ้นสุดที่ประมาณวัยรุ่นตอนกลาง คือประมาณระหว่างอายุ 9-15 ปี เป็นไปเพื่อสลายจุดเชื่อมต่อที่ผิดพลาดหรือมิได้ใช้งาน ทำให้เซลล์สมองมีการจัดเรียงตัวเป็นกลุ่มก้อน เป็นวงจร เป็นร่างแหเฉพาะส่วนที่ได้ใช้งานเพื่อให้เกิดการทำงานที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่จะพัฒนาสมองเด็กและเยาวชนของเราให้มีความเฉลียวฉลาด มีทักษะศตวรรษ ที่ 21 ทั้ง “เก่ง” “แกร่ง” “กล้า” และ “กู๊ด” จากการทำงานของ Executive Function (EF) ในสมองส่วนหน้า จำเป็นที่ผู้เกี่ยวข้องในการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กต้องมีความเข้าใจ และตระหนักในกฎการเรียนรู้ดังต่อไปนี้ เพื่อนำไปปรับใช้ในการพัฒนาสมองเด็ก

            กฎการเรียนรู้ของสมองข้อที่ 1
ทุกประสาทสัมผัส ทุกประสบการณ์จะเชื่อมต่อเซลล์สมอง ยิ่งทำซ้ำ สายใยประสาทยิ่งเกาะเกี่ยวเป็นเครือข่ายวงจรประสาทที่แข็งแรง ทุกประสบการณ์คือการเรียนรู้ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมองได้

            กฎการเรียนรู้ของสมองข้อที่ 2
การเพิ่มปลอกไมอีลิน (Myelin Sheath) ที่ห่อหุ้มแขนงประสาทส่งออก (Axon) ช่วยให้การส่งสัญญานประสาทเป็นไปอย่างก้าวกระโดด ส่งข้อมูลหรือส่งคำสั่งระหว่างเซลล์ประสาททำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สมองจะยิ่งประมวลผลได้ดีขึ้น ใยประสาทที่มีไมอีลินแข็งแรงสามารถส่งสัญญานประสาทได้เร็วขึ้นถึง 60 เท่า เราสามารถเพิ่มไมอีลินให้ทารกได้ด้วยนมแม่ การกอด และการฝึกฝน เรียนรู้ลงมือทำเรื่องต่างๆซ้ำสม่ำเสมอ

            กฎการเรียนรู้ของสมองข้อที่ 3
“Use it or Lose it” สมองมีการตัดแต่งตนเองโดยอัตโนมัติ สมองเหมือนกับกล้ามเนื้อยิ่งใช้ จะยิ่งแข็งแรง เซลล์ประสาทส่วนใดที่ไม่ได้ถูกใช้จะค่อยตายไป ส่วนเซลล์ประสาทส่วนใดที่ใช้บ่อย จะแข็งแรงและว่องไวขึ้น

            กฎการเรียนรู้ของสมองข้อที่ 4
ภาวะความเครียดเรื้อรังทำให้แขนงประสาทหดคุดลง การเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทน้อยลง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมองได้ ความกลัว ความเศร้า การนอนไม่พอ ความเหงา การใช้ความรุนแรง และการอยู่กับเทคโนโลยีเร็วเกิน ควรล้วนส่งผลเสียต่อสมอง

            กฎการเรียนรู้ของสมองข้อที่ 5
สมองแบ่งตามพัฒนาการออกเป็น 3 ส่วน คือ

  • สมองส่วนสัญชาตญานทำหน้าที่เพื่อมีชีวิตรอด กำกับระบบการทำงานหลักของร่างกาย  เช่น ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร ระบบสืบพันธุ์ และระบบอัตโนมัติอื่นๆ
  • สมองส่วนกลางหรือสมองส่วนอารมณ์ (Limbic System) ทำหน้าที่เพื่อความพึงพอใจ มีอารมณ์ความรู้สึกตอบสนองสิ่งต่างๆที่เข้ามาตอบ หรือกระทบความต้องการและเป้าหมายที่มีอยู่ สมองส่วนนี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับความทรงจำระยะยาวด้วย
  • สมองส่วนหน้าเพื่อบริหารจัดการ (Executive Function) มีความสามารถในการไตร่ตรอง คิดหาเหตุผล ควบคุมความคิด การกระทำ สู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

ดังนั้น ในการสร้างการฝึกฝนเรียนรู้พัฒนาเด็กนั้น  ต้องค่อยๆฝึกให้สมองส่วนหน้า มีความสามารถในการกำกับส่วนอารมณ์และส่วนสัญชาตญาณให้มากขึ้นเรื่อยๆ

กฎการเรียนรู้ทั้ง 5 ข้อนี้ เป็นพื้นฐานความเข้าใจในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า ให้มีความสามารถในการกำกับสมองส่วนอารมณ์และสัญชาตญาณ เพื่อให้สมองมีความสามารถในการบริหารความจำเพื่อใช้งานได้ดี หยุดเป็น เปลี่ยนได้ ควบคุมตนเอง สามารถฝ่าฟันอุปสรรคไปจนถึงเป้าหมายที่กำหนด

นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ได้อธิบายว่า ในเด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาทักษะสมองได้ ด้วยการฝึกฝนให้มีความสามารถในการดูแลตนเอง เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน ใส่เสื้อผ้าเอง กินอาหารเอง ใส่รองเท้าเองได้ เป็นต้น

เมื่อโตขึ้นมาดูแลตนเองได้แล้ว ให้ฝึกฝนให้ดูแลรอบร่างกายตนเอง เช่น กินอาหารเสร็จแล้วเก็บจานให้เรียบร้อย ถอด เสื้อผ้าแล้วเอาไปใส่ในตะกร้าให้เรียบร้อย เล่นของเล่นแล้วเก็บ เมื่อโตขึ้นอีก สามารถช่วยพ่อแม่ดูแลบ้านได้ ให้ช่วยทำงานบ้าน กวาดบ้าน ล้างจาน เอาผ้า ไปซัก ไปตาก ฯลฯ เมื่อก้าวเข้าขึ้นสู่วัยรุ่น นอกจากการดูแลตนเอง รอบกายในบ้านให้พัฒนาเข้าสู่การดูแลพื้นที่สาธารณะ เป็นจิตอาสาทำกิจกรรม และทำงานต่างๆเพื่อสังคม ซึ่งเป็นการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า ให้มีบทบาทสำคัญในการคิดเป็น เรียนรู้เป็น ทำเป็น อยู่กับผู้อื่นเป็น และมี ความสุขเป็น ไปพร้อมกับการเป็นคุณค่าตนเอง (Self) ที่มีพัฒนาการสอดคล้องไปตามวัยอย่างเหมาะสมต่อไป


อ้างอิง

  • A Quick and Simple Way to Think about the Brain [Infographic], https://www.nicabm.com/brain-a-quick-and-simple-way-to-think-about-the-brain/  สืบค้น 7กย.2564
  • Executive Functions, https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4084861/, สืบค้น 7 กย. 2564
  • Keiichiro Susuki, M.D., Ph.D., Myelin: A Specialized Membrane for Cell Communication, https://www.nature.com/scitable/topicpage/myelin-a-specialized-membrane-for-cell-communication-14367205/, สืบค้น 7 กย 2564
  • Jill Sakai, Core Concept: How synaptic pruning shapes neural wiring during development and, possibly, in disease, https://www.pnas.org/content/117/28/16096, (July 14, 2020)

Related Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

74,430แฟนคลับชอบ
- EF Development Tools -

Latest Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 7) : ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF

ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF การศึกษาวิจัยว่าดนตรีมีส่วนในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function) เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาที่ยืนยันว่าการฝึกฝนเล่นดนตรีประเภทต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง นักดนตรีมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีที่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเล็ก และเล่นดนตรีมานานเกินกว่าสิบปีนั้นถูกค้นพบจากการทำงานสำรวจวิจัยของ Katherine-moore และทีมว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถในการคิดเชิงนามธรรมและแก้ปัญหาได้ดี อีกทั้งงานวิจัยพบว่านักดนตรีมืออาชีพมีผลคะแนนที่ดีอย่างเห็นได้ชัด เมื่อทำการทดสอบทักษะสมองส่วนหน้าด้านความจำเพื่อใช้งาน การจดจ่อใส่ใจ และกระบวนการคิดที่รวดเร็ว ซึ่งทักษะเหล่านี้แม้แต่นักดนตรีสมัครเล่นก็ทำการทดสอบทักษะดังที่กล่าวมาแล้วได้ดีกว่าคนที่ไม่เล่นดนตรี คำว่า “อันดนตรี มีคุณทุกอย่างไป” จึงเป็นคำที่ไม่กล่าวเกินเลย เพราะแม้แต่การฝึกฝนไม่เท่าไหร่ ก็ยังสามารถทำให้ทักษะ EF...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 6) : พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ

พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ สมองส่วนหน้าบริเวณหลังหน้าผาก เป็นสมองส่วนของการคิดขั้นสูงที่มีทักษะเชิงบริหารจัดการ (Executive Function: EF) ที่ทำงานกำกับการวางแผนและกำกับการกระทำของเราเกี่ยวข้องกับความคิด อารมณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีทักษะพื้นฐานของสมองส่วนนี้อยู่ 3 ทักษะคือ 1. ทักษะจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) 2. ทักษะยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) และ 3. ทักษะยืดหยุ่นความคิด (Cognitive...