สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

ทำอะไรๆ ก็คลิก เพราะพลิกแพลงเก่ง

คนที่พลิกแพลงเก่ง มักจะประสบความสำเร็จในชีวิต คือมีความสามารถในการปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายความคิดจากกิจกรรมหนึ่งไปยังอีกกิจกรรมหนึ่งได้ ซึ่งเป็นความสามารถในการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดสิ่งที่ต้องการ ไม่ติดตันอยู่กับงานหรือหัวข้อที่ได้รับมอบหมาย
สังเกตไหมว่า ทำไมคนบางคนถึงปรับตัวอยู่ได้ในทุกสถานการณ์ เข้าไปในสถานที่ใหม่สถานการณ์ใหม่ไม่นานก็ปรับตัวเข้ากับที่นั้นได้ เวลาเจอปัญหาก็หาทางแก้ปัญหาจนลุล่วง มีทางออกและทางเลือกให้ตัวเองเสมอ

ในขณะที่บางคนเมื่อมีเหตุการณ์แปลกใหม่หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ไม่อยากยอมรับ ไม่อยากปรับตัวปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือการทำงาน ทำงานเจอปัญหาก็ตีบตัน ไม่มีทางออก

ถ้าเป็นเด็กก็มักมีปัญหาในเรื่องการปรับตัวกับเพื่อนกับโรงเรียน หรือมักจะติดปัญหาในการเรียน การทำงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่สามารถพลิกแพลงแก้ปัญหาได้คนที่ไม่สามารถปรับตัว พลิกแพลง ปรับเปลี่ยนได้เช่นนี้เป็นเพราะขาดความคิดยืดหยุ่น หรือความสามารถในการปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้ายความคิดจากกิจกรรมหนึ่งไปยังอีกกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งเป็นทักษะความสามารถในการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนความคิดความสนใจ เปลี่ยนโฟกัสหรือเปลี่ยนทิศทางเพื่อให้เกิดสิ่งที่ต้องการ หรือจังหวะที่เหมาะสม ปรับตัวเข้ากับข้อเรียกร้องของสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ประยุกต์ใช้อะไรบางอย่างในสถานการณ์ที่แตกต่างได้ เช่น แทนที่จะต่อว่ากลางวงประชุมก็เลือกคุยกันเป็นการส่วนตัว หรือแม้จะไม่ชอบทรงผมของเพื่อน แต่ก็หาวิธีที่จะพูดไม่ให้เขาเสียใจ

ทักษะนี้จะช่วยให้เด็กเรียนรู้การไม่ยึดติดตายตัว มองเห็นจุดผิดแล้วแก้ไข และปรับเปลี่ยนวิธีทำงานด้วยข้อมูลใหม่ๆ ช่วยให้พิจารณาสิ่งต่างๆ จากมุมมองใหม่ คิดนอกกรอบ คิดแก้ปัญหา รู้จักหาสิ่งอื่นมาทดแทน ช่วยให้เด็กเรียนรู้ว่า ในกฎเกณฑ์ต่างๆ มีข้อยกเว้นได้ พวกเขาสามารถทดลองวิธีใหม่ๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเดิมเสมอไป มีวิธีการใหม่ๆ ในการเอาชนะใจเพื่อน หรือแก้ไขข้อขัดแย้งกับเพื่อน เป็นต้น

ทักษะความสามารถในการคิดยืดหยุ่น (Cognitive Flexibility) มีกระบวนการหลายขั้นตอน

ขั้นแรก คือ รู้สภาวะที่ตนกำลังเป็นอยู่ (Self-Monitoring) รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ เป็นอยู่ไม่เหมาะ ไม่ให้ผลดี
ขั้นที่สอง คือ หยุดสิ่งที่ไม่เป็นผลนั้นเสีย
ขั้นที่สาม คือ คิดหาหนทางใหม่
การมีทักษะนี้จะช่วยให้เราเลือกใช้ข้อมูล ชั่งน้ำหนักในทางเลือก พิจารณาจากหลากหลายมุมมอง รวมทั้งเอามุมมองของคนอื่นมาพิจารณาด้วย และเปรียบเทียบสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งก็คือการคิดวิเคราะห์-สังเคราะห์นั่นเอง

คุณครูจึงควรสอนเด็กให้รู้จักเปลี่ยนความคิด เพื่อชีวิตและการเรียนที่ไม่ตีบตัน

“แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตไม่ตีบตัน”

Related Articles

สกศ.นำร่องจัดการเรียนการสอน พัฒนาทักษะสมอง EF เด็กปฐมวัยและเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

(25 มกราคม 2564) ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมวิพากษ์ข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาทักษะสมอง (EF) ให้กับเด็กปฐมวัย และเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ณ ศูนย์คุณธรรม กรุงเทพฯดร.อุษณีย์ กล่าวว่า จากการที่ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เห็นว่าการพัฒนาทักษะสมอง (Executive Functions หรือ EF) เป็นแนวคิดที่ส่งเสริมและสามารถต่อยอดไปสู่การเรียนการสอนโค้ดดิ้ง...

ทำให้ EF เป็นของธรรมดา

"ถ้าอยากให้คนธรรมดา มี EF ก็… “ ทำให้ EF เป็นของธรรมดา”ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช คุณค่าและความหมายที่แท้จริงของ EF คือ EF เป็นเรื่องความสามารถของคน ความสามารถในการบังคับสัญชาตญาณอย่างสัตว์ได้ สัญชาตญาณสัตว์นั้นมีเพื่อการอยู่รอด เพื่อไม่ถูกจับกิน เป็นส่วนของสมองที่ต้องทำงานไวมาก แต่ EF เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความยั้งคิด เมื่อเกิดความยั้งคิด ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่ถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้าที่ไม่ถูกต้อง...

Less Structured activities vs. EF

นักวิจัยพบว่า เมื่อเด็กเป็นผู้กำหนดด้วยตนเอง ว่า จะใช้เวลาในการทำกิจกรรมอะไร อย่างไร เด็กจะสามารถทำชิ้นงานให้บรรลุเป้าหมายได้มากกว่า และสามารถรู้ได้ว่าหลังจากจบชิ้นงานนี้ๆ แล้วจะต้องไปทำงานชิ้นใดต่อไปยกตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งตัดสินใจที่จะอ่านหนังสือในช่วงบ่ายที่คุณครูให้เลือกกิจกรรมเอง หลังจากเสร็จจากการอ่านแล้วเด็กก็ไปวาดรูปเกี่ยวกับหนังสือเล่มที่อ่านมา แล้วก็เอาภาพที่วาดได้ไปเล่าให้พ่อแม่ฟังที่บ้าน นักวิจัยสรุปว่า เด็กคนนี้ได้เรียนรู้มากกว่าเด็กอีกคนหนึ่งที่ทำกิจกรรมเหมือนกันทุกอย่าง แต่มีครูคอยกำกับบทให้ตลอดกระบวนการ เมื่อครบสัปดาห์ นักวิจัยทดสอบเด็กในทักษะด้านคำศัพท์และการอ่านเพื่อวัด EF ผลปรากฏว่า ยิ่งเด็กใช้เวลากับการทำกิจกรรมแบบที่คิดเองทำเองมากเท่าไร คะแนนคำศัพท์กับคะแนนอ่านออกเสียงก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้นนักวิจัยชี้ว่า “กิจกรรมที่ถูกผู้ใหญ่กำหนดให้ทุกอย่างแล้วนั้น จะทำให้พัฒนาการในการกำกับสั่งการตนเองช้าลง งานวิจัยชิ้นนี้จะส่งผลให้นักการศึกษาเห็นความสำคัญของการเล่นอิสระ free...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

66,963แฟนคลับชอบ
2ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -

Latest Articles

สกศ.นำร่องจัดการเรียนการสอน พัฒนาทักษะสมอง EF เด็กปฐมวัยและเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

(25 มกราคม 2564) ดร.อุษณีย์ ธโนศวรรย์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมวิพากษ์ข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาทักษะสมอง (EF) ให้กับเด็กปฐมวัย และเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ณ ศูนย์คุณธรรม กรุงเทพฯดร.อุษณีย์ กล่าวว่า จากการที่ ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เห็นว่าการพัฒนาทักษะสมอง (Executive Functions หรือ EF) เป็นแนวคิดที่ส่งเสริมและสามารถต่อยอดไปสู่การเรียนการสอนโค้ดดิ้ง...

ทำให้ EF เป็นของธรรมดา

"ถ้าอยากให้คนธรรมดา มี EF ก็… “ ทำให้ EF เป็นของธรรมดา”ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช คุณค่าและความหมายที่แท้จริงของ EF คือ EF เป็นเรื่องความสามารถของคน ความสามารถในการบังคับสัญชาตญาณอย่างสัตว์ได้ สัญชาตญาณสัตว์นั้นมีเพื่อการอยู่รอด เพื่อไม่ถูกจับกิน เป็นส่วนของสมองที่ต้องทำงานไวมาก แต่ EF เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความยั้งคิด เมื่อเกิดความยั้งคิด ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่ถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้าที่ไม่ถูกต้อง...

Less Structured activities vs. EF

นักวิจัยพบว่า เมื่อเด็กเป็นผู้กำหนดด้วยตนเอง ว่า จะใช้เวลาในการทำกิจกรรมอะไร อย่างไร เด็กจะสามารถทำชิ้นงานให้บรรลุเป้าหมายได้มากกว่า และสามารถรู้ได้ว่าหลังจากจบชิ้นงานนี้ๆ แล้วจะต้องไปทำงานชิ้นใดต่อไปยกตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งตัดสินใจที่จะอ่านหนังสือในช่วงบ่ายที่คุณครูให้เลือกกิจกรรมเอง หลังจากเสร็จจากการอ่านแล้วเด็กก็ไปวาดรูปเกี่ยวกับหนังสือเล่มที่อ่านมา แล้วก็เอาภาพที่วาดได้ไปเล่าให้พ่อแม่ฟังที่บ้าน นักวิจัยสรุปว่า เด็กคนนี้ได้เรียนรู้มากกว่าเด็กอีกคนหนึ่งที่ทำกิจกรรมเหมือนกันทุกอย่าง แต่มีครูคอยกำกับบทให้ตลอดกระบวนการ เมื่อครบสัปดาห์ นักวิจัยทดสอบเด็กในทักษะด้านคำศัพท์และการอ่านเพื่อวัด EF ผลปรากฏว่า ยิ่งเด็กใช้เวลากับการทำกิจกรรมแบบที่คิดเองทำเองมากเท่าไร คะแนนคำศัพท์กับคะแนนอ่านออกเสียงก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้นนักวิจัยชี้ว่า “กิจกรรมที่ถูกผู้ใหญ่กำหนดให้ทุกอย่างแล้วนั้น จะทำให้พัฒนาการในการกำกับสั่งการตนเองช้าลง งานวิจัยชิ้นนี้จะส่งผลให้นักการศึกษาเห็นความสำคัญของการเล่นอิสระ free...

EF กับ Project Based Learning

จากการวิจัยหลักสูตรใหม่ของ Tools of the Mind, ที่สอนเด็กในเรื่อง “self-regulation.” พบว่าแทนที่จะให้รางวัลเมื่อเด็กทำตามคำสั่งของครูเท่านั้น แนวทาง ToM จะส่งเสริมให้เด็กทำงานโครงการด้วยกัน(ไม่ว่าเด็กจะมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมอย่างไร) ให้ส่งเสริมการเรียนรู้ของกันและกันให้แนะนำติชมกันและกัน ขณะเดียวกันก็ให้แต่ละคนสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง วิจารณ์ข้อบกพร่องของตนเอง แก้ไขความผิดพลาดของตนเอง และให้วางแผนว่าจะสร้างหรือเปลี่ยนกระบวนการทำโครงการนั้นๆ อย่างไรให้ดีClancy Blair, Early Childhood Education That Focuses On...

Reading glasses

ในปี 1968 Prof.Dr.Walter Mischel ซึ่งขณะนั้นสอนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำการวิจัยที่โด่งดังชื่อ The Marshmellow Test (ดูได้จาก www.youtube.com/watch?v=QX_oy9614HQ) โดยให้เด็ก 4 ขวบเข้ามาในห้องที่มีกระจกมองจากข้างนอก และนักวิจัยสังเกตการณ์อยู่ เจ้าหน้าที่วิจัยจะเข้าไปบอกเด็กว่า เด็กมีขนม marshmallow (บางครั้งอาจจะเป็นขนมชนิดอื่น) คนละ 1 ชิ้น ถ้าเด็กๆอยู่ในห้องนี้และอดทนรอได้ไม่กินขนมจนกว่าเจ้าหน้าที่จะกลับมา(ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 20...