สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

บทที่ 4 ตอนที่ 1 แม่ที่มีอยู่จริง

แม่ที่มีอยู่จริง

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ จิตแพทย์และนักเขียนชี้ว่า “แม่ที่มีอยู่จริง” เป็นต้นทางของพัฒนาการที่ก้าวหน้าของลูก และสร้างอาวุธลับที่พ่อแม่ใช้พิชิตลูกวัยรุ่น

ใน 12 เดือนแรกของชีวิต ทารกมีหน้าที่ “ไว้ใจโลก” และ “ไว้ใจพ่อแม่” ก่อนจะเติบโตแยกออกไปจากอกพ่อแม่  ถ้าเด็กไม่ไว้ใจโลกหรือรู้สึกว่าโลกไม่น่าไว้ใจ พัฒนาการจะหยุดพัฒนา ไม่ก้าวต่อไป เช่น ถ้าทารกคลาน นั่ง ยืน แล้วล้ม ร้องไห้ แล้วไม่มีคนสนใจมาปลอบมาอุ้ม ทารกจะเกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจ เมื่อไม่ไว้ใจก็จะไม่กล้าพัฒนาก้าวต่อไป ไม่ยืน ไม่เดิน ตามมาด้วยไม่พูด เรียกว่าพัฒนาการล่าช้า ซึ่งเกิดจากขาด “ความไว้ใจ” หรือ Trust ซึ่งเป็นพัฒนาการขั้นแรกของชีวิตมนุษย์

        ใน 12 เดือนแรก แม่จึงมีหน้าที่ดูแลลูกเพื่อทำให้เกิดความไว้ใจ 2 ขั้นตอนคือ ไว้ใจแม่ และไว้ใจโลก

การทำให้ลูกไว้ใจแม่ ไว้ใจโลก ทำได้โดยสร้างแม่ที่อยู่จริง เพื่อให้เด็กรู้ว่าอย่างน้อยมีคนๆ หนึ่งที่รู้ใจ ที่จะมาหาอย่างรวดเร็วทันทีที่ได้ยินเสียงเขาร้อง 

การสร้างแม่ที่มีอยู่จริง อยู่บนหลักการว่า “ผู้คลอดมิใช่แม่ ผู้เลี้ยงจึงเป็นแม่” คือ แม่ ในที่นี้หมายถึงใครก็ตามที่เป็นผู้เลี้ยงดูใกล้ชิดเด็ก

ใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด แม่ต้องเลี้ยงลูกเองให้ได้มากที่สุด ท่อนแขน ทรวงอก เต้านม เสียงหัวใจ นี่คือแม่ เสียงร้องเพลง แล้วเห็นใบหน้า นี่คือแม่ แล้วในที่สุดเด็กจะสร้างใบหน้าขึ้นมาใบหนึ่ง เรียกว่า แม่ ทารกจะสร้างแม่ที่มีอยู่จริงในเวลาประมาณ 6 เดือน

เรื่องนี้จึงเกี่ยวข้องกับการที่มีข้อห้ามไม่ให้เด็กดูจออิเล็กโทรนิกส์ทุกชนิดก่อน 2 ขวบ เพราะสมองเด็กเปลี่ยนแปลงพัฒนาเร็วมากในทุกวันทุกคืน (สมองมนุษย์สร้างจุดเชื่อมต่อประสาท หรือ Synapses 40,000 จุดต่อวินาที) การดูหน้าจอก่อนอายุ 2 ขวบ จะทำสมองเด็กพัฒนาขึ้นมาเพื่อเตรียมคุยกับจอเท่านั้น  เด็กจะไม่ว่ารู้ว่าวงกลมสองวง และรอยยิ้มวงพระจันทร์ที่เห็น เรียกว่า ใบหน้ามนุษย์ และใบหน้าที่สำคัญที่สุดคือใบหน้าแม่ พอเด็กพบแม่ ก็จะมองผ่านเลยดวงตาแม่ไป แม่ยิ้มให้ก็ไม่ยิ้มตอบ อาการไม่ยิ้มตอบแบบนี้ เรียกกันว่าเป็นอาการของ ออทิสติกเทียม   

ถ้าทารกเริ่มสร้างแม่ที่มีอยู่จริงได้ตอนอายุ 6 เดือน ตอนอายุ 8 เดือนจะสร้างวัตถุที่มีอยู่จริงได้ แม่เป็นวัตถุชิ้นที่ 1 วัตถุที่มีอยู่จริงอื่นๆ เป็นวัตถุชิ้นที่ 2
       เด็กวัยก่อน 8 เดือน ถ้าเอาผ้าคลุมของเล่นที่กำลังเล่นอยู่ เด็กจะไม่เล่นต่อ เพราะสำหรับเด็ก “ไม่เห็นคือไม่มี” แต่เด็กวัยหลัง 8 เดือนจะเปิดผ้าออก เล่นต่อ เพราะรำลึกได้ว่าของเล่นมีอยู่จริง อยู่ใต้ผ้านั่นเอง เช่นเดียวกับที่รู้ว่า แม่มีอยู่จริง แต่มองไม่เห็น (เพราะแม่ทำอย่างอื่นอยู่)
        เด็กแต่ละคนหาของเล่นใต้ผ้าได้เร็วช้าต่างกัน เพราะสำนึก “วัตถุมีอยู่จริง” ไม่เท่ากัน อันเนื่องมาจาก “แม่มีอยู่จริงไม่เท่ากัน”

“แม่ที่มีอยู่จริง”สร้างสายสัมพันธ์ (Attachment) อาวุธลับดึงลูกวัยรุ่น

        แม่เป็นต้นทางของสิ่งที่เรียกว่า “สายสัมพันธ์”
       ในวัยประมาณ 13 เดือน เด็กเดินได้เป็นครั้งแรก เดินได้สัก 5 ก้าวแล้วหันมาหาแม่ ถ้าแม่ยังอยู่จะเดินต่อ แล้วหันกลับมาดูอีก เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เป็นพัฒนาการของสายสัมพันธ์ (Attachment) อาวุธอย่างเดียวที่พ่อแม่ทุกบ้านสามารถมีไว้ใช้เพื่อรับมือลูกในช่วงที่สมอง EF ของลูกยังพัฒนาไม่เต็มรูปแบบ เปรียบเสมือนเส้นเชือกที่ติดตัวลูกไปได้ทั่วโลกและตลอดกาลนาน…
       สายสัมพันธ์มีไว้ดึงลูกกลับบ้าน กลับมากินข้าวตอนหกโมงเย็นกับพ่อแม่ 

ในต่างจังหวัด พ่อแม่ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ให้ลูกเมื่ออยู่ชั้นมัธยม 3 เด็กจะสตาร์ทรถออกจากบ้าน โดยไม่หันกลับมามองแม่ ทุกๆ ก้าวที่ออกจากบ้าน เด็กจะหันมาดูพ่อแม่น้อยลงทุกวัน ด้วยระยะทางที่ไกลขึ้นทุกวัน แต่เพราะสายสัมพันธ์ที่แม่สถาปนาลงในลูก แม่ก็ยังอยู่ในใจ แล้วแต่ว่าจะได้สถาปนาลงไปมากน้อยแค่ไหน เช่นครอบครัวหนึ่ง ถึงจะขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกไป ลูกก็จะทำตามที่ตกลงกัน ลูกจะฟังพ่อแม่ เช่น กลับถึงบ้านหกโมงเย็น ไม่ไปค้างคืนบ้านเพื่อน เจอไฟแดงแล้วแตะเบรกหยุด ถ้าออกไปดื่มเหล้ากับเพื่อน จะหยุดได้ที่แก้วที่สาม เพราะรู้ว่าวันรุ่งขึ้นมีสอบ ขณะที่อีกครอบครัวที่สายสัมพันธ์ไม่ดี เด็กไม่กลับบ้าน ไปนอนบ้านเพื่อน ขับรถฝ่าไฟแดง กินเหล้าไปเรื่อยๆ  ดังนั้นอาวุธเดียวที่แต่ละบ้านจะมีไว้รับมือวัยรุ่นได้คือสายสัมพันธ์ สายสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตลอดไป 

        แม่ที่ไม่มีอยู่จริงจะทำให้แม่ปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำยาก ส่งลูกเข้าโรงเรียนอนุบาลยาก เด็กจะร้องไห้หน้าโรงเรียนหลายเดือน สายสัมพันธ์ที่ไม่มีอยู่จริงจะทำให้เด็กเข้าสู่อบายมุขง่ายและออกยาก โดยเฉพาะปัจจุบันที่อบายมุขเข้าถึงเด็กง่าย เมื่อมี “Wi-fi เด็กสามารถเข้าถึง Website โป๊ หรือการพนันได้ง่ายมาก ไม่ใช่แค่เพียงเด็กมัธยม แต่เด็กประถมด้วย

        ดังนั้นเราจึงต้องการแม่ที่มีอยู่จริง สายสัมพันธ์ที่มีอยู่จริง เพื่อเอาไว้ให้ลูกประถม มัธยมหันกลับมาหาแม่

สร้าง “แม่ที่มีอยู่จริง”  

        การให้แม่อ่านนิทานกับลูกทุกคืน คือการสร้าง “แม่ที่มีอยู่จริง” ที่ง่ายที่สุดในโลก และเป็นการประกันว่าแม่จะเข้าห้องนอนตอน 3 ทุ่มตรงทุกคืนเป็นเวลา 3 ปี  “แม่” จะชัดมากในความรู้สึกของลูก

       การอ่านหนังสือกับลูก ไม่ใช่อ่านเพื่อให้ลูกฉลาด เพื่อให้รักการอ่าน แต่เป็นการสร้าง “ต้นทาง” ทางหนึ่งเพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ก้าวไปข้างหน้า อีกทาง สร้างสายสัมพันธ์

      การอ่านนิทานยังเป็นการสร้างคลังคำ งานวิจัยบอกว่าถ้าพ่อแม่อ่านนิทานให้ฟัง เด็กจะได้คำศัพท์เยอะมาก ยิ่งมากยิ่งต่อยอด ดังนั้นบ้านไหนอ่านนิทานก่อนชนะ เหมือนม้าที่วิ่งไม่หยุด แต่ยิ่งไปกว่านั้น คลังคำเป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพของความจำใช้งาน (Working Memory) ด้วย

       ความจำใช้งานดีสร้างได้จากการอ่านนิทาน เล่น ทำงานบ้าน เด็กที่มีความจำใช้งานดี ปากถังของความจำใช้งานจะกว้างกว่า จะ Process ข้อมูลได้หลายๆ ข้อมูลพร้อมกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าสั่งให้เด็กถูบ้าน เด็กคนหนึ่งจะทำด้วยตัวเองได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่อีกคนต้องบอกให้ไปหยิบถัง ไปรองน้ำ ไปหาผ้า บิดผ้า แล้วจึงถู เด็กคนหลังไม่ใช่ “นิสัยไม่ดี” หรือ “โง่” แต่เป็นเพราะความจำใช้งานไม่ดี  Processing ข้อมูลไม่ได้ ทำได้แค่ทีละขั้น เด็กบางคนทำการบ้านล่วงหน้าสามวันเจ็ดวันได้ เด็กบางคนพรุ่งนี้มีการบ้านอะไรยังนึกไม่ออก


ความรู้ชุด “ดูแลเด็กยุคโควิด” โดย สถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป)
ปรารถนา หาญเมธี เรียบเรียงจากการบรรยายของ นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
จากการประชุมจัดการความรู้ “การพัฒนาทักษะสมอง EF เด็กวัยประถม-มัธยมศึกษา”
ณ ห้องประชุม สถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป)
ภาวนา อร่ามฤทธิ์ บรรณาธิการ

Related Articles

บทที่ 6 ตอนที่ 3 : คุณลักษณะและสมรรถนะ (Characters/Competency) ของเด็กประถมที่เราคาดหวัง

คุณลักษณะและสมรรถนะ(Characters/Competency) ของเด็กประถมที่เราคาดหวัง มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ.2561 ได้กำหนดคุณลักษณะขั้นต่ำ ตามผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการจัดการศึกษา (DOE-Desired Outcome of Education) ในเด็กวัยประถมศึกษา รวมทั้งจากการให้ความเห็นเพิ่มเพิ่มเติมโดยนักวิชาการในการจัดการความรู้โดยสถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) เห็นว่านักเรียนประถมศึกษาของเราควรมีคุณลักษณะ (Character) และสมรรนะดังนี้ คุณลักษณะที่ 1 เป็นผู้รับรู้ตัวตน เอื้อต่อผู้อื่นได้ มีความมั่นใจในตัวเอง มี Self...

บทที่ 6 ตอนที่ 2 : 10 วิธีส่งเสริมให้เด็กประถมเรียนรู้ได้ดี

10 วิธีส่งเสริมให้เด็กประถมเรียนรู้ได้ดี 1. ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย รู้ว่าสิ่งที่เรียนรู้มีความหมายต่อตัวเอง ต่อคนอื่น และต่อโลก ถ้าเด็กเข้าใจถึงคุณค่าของสิ่งที่เรียน เห็นว่าเป็นประโยชน์กับตัวเองจริงๆ รู้เป้าหมายว่าเรียนไปเพื่ออะไร และมีส่วนร่วม จะเป็นแรงจูงใจ แรงผลักดัน ทำให้มี Passion มากกว่า มีความสนุกในการเรียน โดยครูเชื่อมโยงสิ่งที่เด็กสนใจกับชีวิตจริง กับตัวเด็ก เพื่อให้เกิดความหมาย และให้เกิดเป็นความรู้ ที่รู้รอบ รู้ลึก 2. ครูต้องรู้ และทำให้เด็กรู้ถึงวิธีการเรียนรู้ของตนเอง...

บทที่ 6 ตอนที่ 1 : โลกเปลี่ยน บทบาทพ่อแม่ ครูประถมต้องเปลี่ยนด้วย

โลกเปลี่ยน บทบาทพ่อแม่ ครูประถมต้องเปลี่ยนด้วย ปัจจุบันเราตระหนักแล้วว่า การเรียนรู้วิชาการอย่างเดียวไม่ทำให้เด็กมีความเข้มแข็งยืนอยู่ในโลกยุคใหม่ที่มีความเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาไม่ได้อีกต่อไป เด็กๆ จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะที่ทำให้ปรับตัวอยู่ในโลกที่ผันผวน อยู่ได้ด้วยตัวเอง และอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ดี เติบโตเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ร่วมสร้างนวัตกรรมและสร้างสังคมคุณภาพ นักวิชาการทางด้านพัฒนาการเด็กและนักการศึกษาเห็นว่า เด็กในศตวรรษที่ 21 นอกจากจะได้รับการดูแลให้มีพัฒนาการ 4 ด้าน (กาย ใจ อารมณ์-สังคม สติปัญญา) ที่ดีแล้ว ควรได้รับการพัฒนาทักษะสมอง EF พัฒนา Self...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

73,285แฟนคลับชอบ
- EF Development Tools -

Latest Articles

บทที่ 6 ตอนที่ 3 : คุณลักษณะและสมรรถนะ (Characters/Competency) ของเด็กประถมที่เราคาดหวัง

คุณลักษณะและสมรรถนะ(Characters/Competency) ของเด็กประถมที่เราคาดหวัง มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ.2561 ได้กำหนดคุณลักษณะขั้นต่ำ ตามผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการจัดการศึกษา (DOE-Desired Outcome of Education) ในเด็กวัยประถมศึกษา รวมทั้งจากการให้ความเห็นเพิ่มเพิ่มเติมโดยนักวิชาการในการจัดการความรู้โดยสถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) เห็นว่านักเรียนประถมศึกษาของเราควรมีคุณลักษณะ (Character) และสมรรนะดังนี้ คุณลักษณะที่ 1 เป็นผู้รับรู้ตัวตน เอื้อต่อผู้อื่นได้ มีความมั่นใจในตัวเอง มี Self...

บทที่ 6 ตอนที่ 2 : 10 วิธีส่งเสริมให้เด็กประถมเรียนรู้ได้ดี

10 วิธีส่งเสริมให้เด็กประถมเรียนรู้ได้ดี 1. ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย รู้ว่าสิ่งที่เรียนรู้มีความหมายต่อตัวเอง ต่อคนอื่น และต่อโลก ถ้าเด็กเข้าใจถึงคุณค่าของสิ่งที่เรียน เห็นว่าเป็นประโยชน์กับตัวเองจริงๆ รู้เป้าหมายว่าเรียนไปเพื่ออะไร และมีส่วนร่วม จะเป็นแรงจูงใจ แรงผลักดัน ทำให้มี Passion มากกว่า มีความสนุกในการเรียน โดยครูเชื่อมโยงสิ่งที่เด็กสนใจกับชีวิตจริง กับตัวเด็ก เพื่อให้เกิดความหมาย และให้เกิดเป็นความรู้ ที่รู้รอบ รู้ลึก 2. ครูต้องรู้ และทำให้เด็กรู้ถึงวิธีการเรียนรู้ของตนเอง...

บทที่ 6 ตอนที่ 1 : โลกเปลี่ยน บทบาทพ่อแม่ ครูประถมต้องเปลี่ยนด้วย

โลกเปลี่ยน บทบาทพ่อแม่ ครูประถมต้องเปลี่ยนด้วย ปัจจุบันเราตระหนักแล้วว่า การเรียนรู้วิชาการอย่างเดียวไม่ทำให้เด็กมีความเข้มแข็งยืนอยู่ในโลกยุคใหม่ที่มีความเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาไม่ได้อีกต่อไป เด็กๆ จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาทักษะที่ทำให้ปรับตัวอยู่ในโลกที่ผันผวน อยู่ได้ด้วยตัวเอง และอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ดี เติบโตเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ร่วมสร้างนวัตกรรมและสร้างสังคมคุณภาพ นักวิชาการทางด้านพัฒนาการเด็กและนักการศึกษาเห็นว่า เด็กในศตวรรษที่ 21 นอกจากจะได้รับการดูแลให้มีพัฒนาการ 4 ด้าน (กาย ใจ อารมณ์-สังคม สติปัญญา) ที่ดีแล้ว ควรได้รับการพัฒนาทักษะสมอง EF พัฒนา Self...

โควิด-19 ก็กลัว…EF ก็ต้องฝึก เอาไงดี

โควิด-19 ก็กลัว...EF ก็ต้องฝึก เอาไงดี สถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในตอนนี้ถือว่าเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีบ้างแล้วนะครับ จากการที่ยอดผู้ป่วยรายใหม่ภายในประเทศเริ่มลดลง รวมไปถึงการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ของทางภาครัฐ ที่ทำให้พวกเราเริ่มสามารถกลับไปใช้ชีวิตที่ใกล้เคียงกับสมัยก่อนหน้าที่จะมีการระบาดของโรคได้บ้าง แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังต้องถือว่าสถานการณ์การระบาดยังไม่ได้จบลงซะทีเดียว พวกเราคงยังต้องระมัดระวังตัวกันต่อไปอีกสักพัก ด้วยความคาดหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นกว่านี้ในปีหน้า ...

บทที่ 5 ตอนที่ 4 กระบวนการสร้างพลเมืองเข้มแข็ง

กระบวนการสร้างพลเมืองเข้มแข็ง ความเป็นพลเมืองเข้มแข็งคือเป้าหมายปลายทางของการศึกษาที่เราอยากให้เกิดขึ้นในเด็กเมื่อเติบโตขึ้น  ความหมายของคำว่า “เข้มแข็ง” อย่างแรกหมายถึง เข้มแข็งทางกาย  แต่ไม่ได้หมายถึงสมรรถภาพร่างกายอย่างเดียว แต่รวมถึงองค์ประกอบที่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงคือ “กินเป็นอยู่เป็น” ต้องรู้จักที่จะกิน รู้จักที่จะรู้ว่าอะไรที่จะเป็นประโยชน์ อะไรที่จะไม่เป็นประโยชน์แล้วเลือกที่จะกินให้เป็น อีกอย่าง เข้มแข็งทางจิตใจ มีสมรรถภาพจิตที่เข้มแข็ง และมีสุขภาพจิตที่ดี  การทำให้เด็กมีความสุขอย่างเดียวไม่พอ เด็กจะต้องมีสมรรถภาพจิตคือมีความอดทน ใจสู้ มีสติ มีสมาธิ และ สุขภาพจิตที่ดีต้องมีเมตตากรุณา (sympathy / empathy)...