สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

บทที่ 5 ตอนที่ 3 สุนทรียะและ Self สร้างเด็กสุขภาพจิตแข็งแรงในโลกพลิกผัน

สุนทรียะและ Self สร้างเด็กสุขภาพจิตแข็งแรงในโลกพลิกผัน

โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน โลกในอนาคตของเด็กประถมยุคนี้จะมีความยากลำบากกว่าโลกของพ่อแม่ในขณะนี้อย่างแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้เด็กดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข คือการรู้จักบาลานซ์ความรู้สึกให้ชีวิตเบาสบายมากขึ้น  การปลูกฝังให้เด็กมีสุนทรียะกับสิ่งรอบตัวเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่จะทำให้เด็กเติบโตในโลกที่พลิกผันได้ดี

“สุนทรียะ” มีความหมายมากกว่าความสวยงาม แต่คือการมีความสุขด้วยตัวเองเป็น ซึ่งเป็นสุขภาพจิตที่ดี การมองเรื่องสุนทรียะจึงต้องมองให้กว้าง ไม่เชื่อมโยงไปกับศิลปะ วัฒนธรรมอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงกับชีวิต ความชุ่มชื่น เบิกบานภายใน ไม่ว่าจะเป็นความดีความงามเล็กๆ น้อยๆ ในสิ่งรอบตัว

สุนทรียะจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้จิตใจโล่ง โปร่ง เบาสบาย มีความสุข พร้อมที่จะเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ  มีจิตใจที่เข้มแข็ง มองเห็นสิ่งดีๆ ในความเป็นไปของโลกใบนี้ เปลี่ยนมุมมองจากร้ายให้ดีขึ้น มีความหวัง มองเห็นอนาคต มีพลังชีวิต

แต่พ่อแม่หรือครูยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องสุนทรียะมากพอ ยังมองว่าสุนทรียะคืองานศิลปะหรือดนตรีเท่านั้น  ในความเป็นจริงนั้นสุนทรียะมีอยู่ในทุกเรื่อง เช่น กีฬา คนที่เล่นกีฬาก็มีความสุขกายสบายใจได้  เป็นเรื่องจำเป็นมากที่เด็กทุกคนควรต้องมีสุนทรียะ ผู้ใหญ่ต้องปลูกฝังให้เด็กมองเห็นความงดงามในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ รอบตัว  ใครทำดีอะไรให้เราก็รู้สึกดีก็รู้สึกขอบคุณ  

อาจารย์หม่อมดุษฎี บริพัฒน์ ได้กล่าวถึงสุนทรียะไว้ว่า สุนทรียะเป็นสิ่งที่สร้างได้ โดยพาเด็กไปเสพสิ่งสวยงาม พาไปดูงานศิลปะ ไปชมวัดวังที่งดงาม  ปลูกฝังให้ได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังในสิ่งที่มีความสวยงาม สุนทรียะจะทำให้เกิดความละเอียดอ่อนในการรับสิ่งเหล่านี้

บางโรงเรียนไม่ได้ให้เด็กอ่านหนังสือเฉพาะแบบเรียนที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดเท่านั้น แต่ให้เด็กได้อ่านวรรณกรรมเยาวชน วรรณกรรมโลก เพื่อให้เห็นความสวยงามของภาษา เรื่องราว รู้จักการตีความ เอามาวิพากษ์กัน เพื่อให้เข้าถึงความงามของวรรณกรรม ทำให้เด็กได้เสพได้สัมผัสกับสุนทรียะเช่นกัน

เด็กจะมองเห็นสุนทรียะในสิ่งรอบๆ ตัวได้ หากเด็กได้รู้จักตัวเอง เข้าใจตัวเอง รู้ว่ารักอะไร ชอบอะไร มีความสุขเมื่อได้เห็นได้ทำอะไร สุนทรียะจะเป็นสิ่งที่สร้างความสุขให้กับชีวิตแม้ในยามที่ลำบาก

ทำไมเด็กที่เจอความทุกข์ยากเหมือนกัน แต่เด็กคนหนึ่งสามารถฟันฝ่า เผชิญอุปสรรคในชีวิตได้ ล้มแล้วลุกได้ เติบโตไปอย่างดีได้  แต่อีกคนหนึ่งไปต่อไม่ได้ นั่นเป็นเพราะจะต้องมีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ทำให้ก้าวเดินอย่างเข้มแข็งไปข้างหน้าได้  ซึ่งสุนทรียะเป็นหนึ่งในปัจจัยเหล่านั้น บวกกับการรู้สึกว่าตัวเองคือใคร มีอะไร และสามารถทำอะไรได้

สามารถทำอะไรได้

“I am” ฉันคือใครสักคน หรือมี Self นั่นเอง จึงต้องทำให้เด็กมี Self รู้ว่าฉันมีตัวตนตั้งแต่ยังเล็ก เด็กบางคนอาจเรียนเก่ง แต่ Self อาจแย่ก็ได้

“I have”  ฉันรู้ว่าฉันมี เด็กคนหนึ่งจะรู้สึกว่า “ไม่เป็นไร” ถ้าถูกครูดุแต่ครูก็ยังรักฉัน ยังมีครู หรือยังมีแมวอยู่ที่บ้านนะ เมื่อยังเด็ก I have ยังเป็นในเชิงรูปธรรม พอโตจะเป็นนามธรรมมากขึ้น

“I can”  รู้ว่ามีความสามารถอะไร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทักษะยืดหยุ่น (Resilience) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่จะทำให้เด็กอยู่ได้ในอนาคต

นอกจากรู้จักตัวเองแล้ว เด็กต้องรู้จักคนอื่นด้วย You are / you can / you have ถ้ารู้จักคนอื่น ก็จะได้รู้ว่า จะทำเหมือนคนอื่นไหม หรือควรจะมีเหมือนเพื่อนไหม

เพราะฉะนั้น อย่าลืมส่งเสริมให้เด็กรู้จักสุนทรียะและการรู้จักตัวเอง ควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านอื่นๆ ด้วย เพื่อช่วยให้เด็กเติบโตและดำเนินชีวิตในโลกที่พลิกผันได้อย่างไม่ยากลำบาก


ความรู้ชุด “ดูแลเด็กยุคโควิด” โดย สถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป)
ปรารถนา หาญเมธี เขียน
ผาณิต บุญมาก เรียบเรียง
ภาวนา อร่ามฤทธิ์ บรรณาธิการ

Related Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

74,430แฟนคลับชอบ
- EF Development Tools -

Latest Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 7) : ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF

ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF การศึกษาวิจัยว่าดนตรีมีส่วนในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function) เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาที่ยืนยันว่าการฝึกฝนเล่นดนตรีประเภทต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง นักดนตรีมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีที่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเล็ก และเล่นดนตรีมานานเกินกว่าสิบปีนั้นถูกค้นพบจากการทำงานสำรวจวิจัยของ Katherine-moore และทีมว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถในการคิดเชิงนามธรรมและแก้ปัญหาได้ดี อีกทั้งงานวิจัยพบว่านักดนตรีมืออาชีพมีผลคะแนนที่ดีอย่างเห็นได้ชัด เมื่อทำการทดสอบทักษะสมองส่วนหน้าด้านความจำเพื่อใช้งาน การจดจ่อใส่ใจ และกระบวนการคิดที่รวดเร็ว ซึ่งทักษะเหล่านี้แม้แต่นักดนตรีสมัครเล่นก็ทำการทดสอบทักษะดังที่กล่าวมาแล้วได้ดีกว่าคนที่ไม่เล่นดนตรี คำว่า “อันดนตรี มีคุณทุกอย่างไป” จึงเป็นคำที่ไม่กล่าวเกินเลย เพราะแม้แต่การฝึกฝนไม่เท่าไหร่ ก็ยังสามารถทำให้ทักษะ EF...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 6) : พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ

พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ สมองส่วนหน้าบริเวณหลังหน้าผาก เป็นสมองส่วนของการคิดขั้นสูงที่มีทักษะเชิงบริหารจัดการ (Executive Function: EF) ที่ทำงานกำกับการวางแผนและกำกับการกระทำของเราเกี่ยวข้องกับความคิด อารมณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีทักษะพื้นฐานของสมองส่วนนี้อยู่ 3 ทักษะคือ 1. ทักษะจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) 2. ทักษะยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) และ 3. ทักษะยืดหยุ่นความคิด (Cognitive...