สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

บทที่ 7 ตอนที่ 3 : แนวทางสร้างเสริมเด็กประถมที่มีความสุข

แนวทางสร้างเสริมเด็กประถมที่มีความสุข

สำหรับพ่อแม่ส่วนใหญ่แล้วคิดว่า ความสุขของลูกคือการที่ลูกได้มีชีวิตสุขสบาย มีสิ่งของเครื่องใช้อำนวยความสะดวกสบาย ความสุขเช่นนี้เป็นความสุขภายนอก ที่ไม่ได้รับประกันว่าหากลูกเผชิญความเปลี่ยนแปลงผันผวนในชีวิต ขาดสิ่งเหล่านี้ แล้วลูกยังจะสามารถมีความสุขอยู่ได้ ความสุขที่แท้ซึ่งเป็นความสุขภายในต่างหากที่จะทำให้เด็กผ่านความยากลำบากที่อาจเผชิญไปได้ เป็นคนที่ล้มแล้วลุกได้ด้วยตัวเอง สามารถมีความสุขได้ง่ายๆ จากสิ่งที่มีอยู่รอบตัว

จากการจัดการความรู้โดยสถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป) ได้รวบรวมความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเด็กและนักการศึกษา ว่าเด็กวัยประถมควรได้รับการดูแลให้มีความสุขทั้งภายนอกภายในอย่างไร ไว้ดังนี้ 

สร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยทั้งกายและใจ

  • สิ่งแวดล้อมในโรงเรียนจะต้องปลอดภัย เมื่อเด็กเข้ามาในโรงเรียนต้องไม่มีความกลัว รู้สึกมั่นคง สบายใจ ทางกายภาพต้องปลอดภัย ไม่มีจุดที่เป็นอันตราย
  • เด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีวิถีการปฏิบัติต่อกันอย่างปลอดภัย นั่นคือให้โอกาส เคารพกัน ให้เกียรติกัน ผู้ใหญ่ปฏิบัติต่อเด็กอย่างยุติธรรม ไม่มีการเปรียบเทียบ ไม่มีการกลั่นแกล้งกัน ยอมรับความแตกต่างของแต่ะคน สัมพันธภาพของคนในโรงเรียน ทั้งผู้บริหารกับครู ครูกับครู ครูกับนักเรียน และนักเรียนกับนักเรียนต้องดี เด็กจึงจะรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น มีความรู้สึกว่ามีพวกมีเพื่อน มีคนรับฟัง มีคนให้โอกาส
  • สิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อเด็กประถมมากที่สุดคือคือตัวบุคคล ในวัยประถมต้น คนที่แวดล้อมรอบตัวจะมีผลมากต่อการชี้นำว่าควรทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ส่วนในวัยประถมปลาย ผู้มีอิทธิพลคือกลุ่มเพื่อน ดังนั้น ครูและพ่อแม่จึงควรเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับเด็กให้มากที่สุด เพื่อที่จะหล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งเติบโตมาอย่างเป็นคนที่มีความสุข เป็นคนที่ทำให้ Self หรือตัวตนของเด็กเป็นไปในทางบวก

ส่งเสริม“ตัวตน”ของเด็กแต่ละคน สร้างการยอมรับความแตกต่างระหว่างกัน

  • รากฐานที่สำคัญที่สุดคือทำให้เด็กได้รู้ตัวตนว่าตัวเองเป็นอย่างไร มีความสามารถอะไร อย่างไร สุขให้เป็น พึงพอใจกับตัวเองกับสิ่งที่มีอยู่ มองโลกในแง่ดี คิดบวก แก้ปัญหาอย่างถูกต้อง รากฐานสำคัญนี้จะทำให้เด็กมีเกราะกำบังที่เข้มแข็งและเมื่อเกิดปัญหาใดๆ ก็สามารถที่จะลุกขึ้นแล้วก้าวเดินต่อไปจนพบกับความสำเร็จได้
  • ผู้ใหญ่จะต้องทำให้เด็กได้รับรู้ถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม เช่น ให้เด็กมีโอกาสได้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองเพื่อให้ได้สะสมความสำเร็จ ได้รับการยอมรับ หากล้มเหลวก็ให้มีโอกาสที่จะลุกขึ้นทำใหม่ และไม่ถูกประณามเมื่อล้มเหลว

ส่งเสริมการสร้างสัมพันธภาพในหมู่เพื่อน

  • เพื่อนมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กวัยประถม เด็กหลายคนไม่อยากมาโรงเรียนเพราะเพื่อนไม่เล่นด้วย ไม่กินข้าวด้วย มีความสุขที่อิงอยู่กับกลุ่มเพื่อนที่เริ่มจะก่อความสัมพันธ์  ถ้าได้รับการยอมรับจากเพื่อน เช่น ให้กินข้าวด้วย เล่นด้วย ยอมให้เข้ากลุ่มด้วย เด็กจะมีความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมกลุ่มนั้น (sense of belonging) และมีความสุข อยากมาโรงเรียน แม้บางคนจะไม่ชอบเรียนหนังสือหรือถูกครูดุว่าก็ตาม
  • ครูควรระวัง หมั่นสังเกต เพื่อไม่ให้มีการกีดกันในหมู่เพื่อนเมื่อมีการแบ่งกลุ่มการทำงาน โดยเฉพาะถ้าครูเน้นการแข่งขันระหว่างกลุ่ม เด็กที่อาจจะทำสิ่งต่างๆ ช้ากว่าเพื่อน โดยสภาพทางร่างกาย หรือไม่ถนัดในเรื่องที่จะแข่งขันกัน อาจจะถูกกีดกัน ไม่มีใครรับเข้ากลุ่ม เด็กจะรู้สึกว่าถูกรังเกียจ แล้วรู้สึกไปว่าตัวเองไม่ดี ไม่ประสบความสำเร็จ

สร้างเสริมทักษะสมอง EF

  • หากเด็กตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นปัญหา หรือเห็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม เห็นเพื่อนถูกรังแก แต่ไม่มีทักษะในการจัดการกับสถานการณ์ตรงหน้า จะเกิดความรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ปลอดภัยทันที  หากสามารถจัดการกับสถานการณ์ให้ผ่านพ้นไปหรือเข้าไปช่วยเหลือเพื่อนได้ เด็กจะมีความสุข  ดังนั้น การส่งเสริมทักษะสมอง EF จึงมีความสำคัญควบคู่ไปกับการดูแลอารมณ์ – สังคมด้วย
  • การรู้เท่าทันสถานการณ์รอบตัว รู้ว่ารอบตัวเกิดอะไรขึ้นบ้าง และควรจะต้องจัดการกับสถานการณ์นั้นๆ อย่างไร เป็นสมรรถนะหนึ่งที่เด็กจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝน ซึ่งวิธีหนึ่งที่สามารถจะช่วยฝึกฝนได้คือ การสร้างสถานการณ์จำลองเป็นประจำเพื่อให้เด็กได้ลองตัดสินใจ ให้ได้ใคร่ครวญกับตัวเองว่าคิดอย่างไรกับสถานการณ์เหล่านี้ นอกจากจะเป็นการฝึกตัดสินใจ เตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ยังจะทำให้เด็กได้เข้าใจตัวตนที่แท้จริงของตัวเองด้วย

พ่อแม่ปรับทัศนคติ

  • พ่อแม่ปรับทัศนคติที่ยึดติดว่า “ลูกคือหน้าตาของพ่อแม่” หรือ “มีลูกเพียงคนเดียว พ่อแม่จึงทำให้ทุกอย่างได้” มาเป็นยอมให้ลูกช่วยเหลือตัวเองให้มาก ยอมให้ลูกผิดพลาด ล้มเหลว ไม่มุ่งเอาชนะอย่างเดียว และไม่เปรียบเทียบทั้งลูกตัวเองกับลูกคนอื่น หรือแม้แต่พี่กับน้อง

ความรู้ชุด “ดูแลเด็กยุคโควิด” โดย สถาบัน RLG (รักลูก เลิร์นนิ่ง กรุ๊ป)
ปรารถนา หาญเมธี เขียน
ผาณิต บุญมาก เรียบเรียง
ภาวนา อร่ามฤทธิ์ บรรณาธิการ

Related Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

74,430แฟนคลับชอบ
- EF Development Tools -

Latest Articles

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 10): สมองเด็กในภาวะสงคราม

สมองเด็กในภาวะสงคราม สมองของเด็กประมาณ 90 % พัฒนาในช่วงอายุ 5 ขวบ นั่นหมายความว่า เด็กคนหนึ่งที่จะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะเป็นคนเช่นไรนั้น ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เกิดมาถึง 5 ขวบมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความสามารถในการเรียนรู้ ทักษะการทำงานของสมองขั้นสูง (Executive Function: EF) สุขภาพทั้งทางกายและใจ รวมทั้งความสำเร็จในชีวิตที่เหลือทั้งหมด เด็กที่เกิดและเติบโตขึ้นท่ามกลางภาวะสงคราม เช่นที่เกิดในยูเครนขณะนี้ หรือเกิดในช่วงสงครามซีเรียและสงครามอื่นๆ ทั่วโลก ต่างมีประสบการณ์ที่เลวร้ายในช่วงต้นของชีวิต ทั้งประสบการณ์ความรุนแรงโดยตรงที่เจอกับตนเอง...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 9) : กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน

กิจกรรมฝึกฝน EF ในเด็กวัย 18-36 เดือน เด็กวัยขวบครึ่งเริ่มพูดได้ไปจนถึงอายุ 3 ขวบ (18-36 เดือน) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาการด้านภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function: EF) และการควบคุมตนเอง ภาษาเป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กได้สะท้อนความคิดและการกระทำของตนเอง วางแผนการทำสิ่งต่างๆในสมอง และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้เด็กสามารถไปเข้าใจและสามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ ในช่วงวัยนี้ หากครอบครัวใดที่พ่อแม่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาต่างกัน หรือสามารถใช้ภาษากับลูกทั้ง 2 ภาษาเป็นเรื่องดีที่จะใช้ประโยชน์จากภาษาที่แตกต่างกันในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า           เมื่อเด็กเริ่มหัดเดิน...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 8) : การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน

การฝึกฝน EF ในเด็กวัย 6-18 เดือน ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (Executive Functions: EF) เป็นทักษะสำคัญของชีวิตในการดำเนินภารกิจในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และการพัฒนาตนเองในด้านต่างๆ  การทำงานของทักษะนี้เปรียบได้ง่ายๆเหมือนกับศูนย์บังคับการบิน ที่คอยจัดการให้เครื่องบินแต่ละลำขึ้นและลงจอดได้อย่างเป็นระเบียบและปลอดภัยในสนามบิน ทักษะสมองส่วนนี้ทำหน้าที่ดึงเอาข้อมูลและประสบการณ์เดิมที่เรามีอยู่ในสมองออกมาใช้เมื่อถึงเวลาที่ต้องการเพื่อทำงานให้เสร็จสิ้น ทำให้สามารถจดจ่ออยู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าและเป้าหมาย กรองเอาสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นและขัดขวางการทำงานออกไป และสามารถปรับเปลี่ยนความคิดและการกระทำเมื่อสถานการณ์ต่างไปเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่ตั้ง หรือแม้แต่ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อจำเป็น สมองใช้ทักษะเชิงบริหารของสมองส่วนหน้า (EF) ในการกำหนดเป้าหมาย ริเริ่มดำเนินการและวางแผนตลอดจนวิธีการที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์และประเมินความคืบหน้าในการมุ่งสู่เป้าหมายอีกด้วย          ...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 7) : ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF

ดนตรีกับการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า EF การศึกษาวิจัยว่าดนตรีมีส่วนในการพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (Executive Function) เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาที่ยืนยันว่าการฝึกฝนเล่นดนตรีประเภทต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง นักดนตรีมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีที่ได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเล็ก และเล่นดนตรีมานานเกินกว่าสิบปีนั้นถูกค้นพบจากการทำงานสำรวจวิจัยของ Katherine-moore และทีมว่า เป็นผู้ที่มีความสามารถในการคิดเชิงนามธรรมและแก้ปัญหาได้ดี อีกทั้งงานวิจัยพบว่านักดนตรีมืออาชีพมีผลคะแนนที่ดีอย่างเห็นได้ชัด เมื่อทำการทดสอบทักษะสมองส่วนหน้าด้านความจำเพื่อใช้งาน การจดจ่อใส่ใจ และกระบวนการคิดที่รวดเร็ว ซึ่งทักษะเหล่านี้แม้แต่นักดนตรีสมัครเล่นก็ทำการทดสอบทักษะดังที่กล่าวมาแล้วได้ดีกว่าคนที่ไม่เล่นดนตรี คำว่า “อันดนตรี มีคุณทุกอย่างไป” จึงเป็นคำที่ไม่กล่าวเกินเลย เพราะแม้แต่การฝึกฝนไม่เท่าไหร่ ก็ยังสามารถทำให้ทักษะ EF...

เอกสารแปลและเรียบเรียง ลำดับที่ 8 (ตอนที่ 6) : พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ

พัฒนา EF ด้วยการเล่นอย่างเป็นระบบ สมองส่วนหน้าบริเวณหลังหน้าผาก เป็นสมองส่วนของการคิดขั้นสูงที่มีทักษะเชิงบริหารจัดการ (Executive Function: EF) ที่ทำงานกำกับการวางแผนและกำกับการกระทำของเราเกี่ยวข้องกับความคิด อารมณ์ที่เกิดขึ้น โดยมีทักษะพื้นฐานของสมองส่วนนี้อยู่ 3 ทักษะคือ 1. ทักษะจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) 2. ทักษะยั้งคิดไตร่ตรอง (Inhibitory Control) และ 3. ทักษะยืดหยุ่นความคิด (Cognitive...