สอบถามการใช้งานระบบ?

(02)913 - 7555 กด 4104

ฝ่ายบริการสมาชิกเว็บไซต์

พัฒนาการของ EF ในช่วงประถมและมัธยม

เมื่อขึ้นวัยประถมปลาย เด็กมีพัฒนาการดีขึ้น ทำสิ่งต่างๆได้มากขึ้นคุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่า เขาสามารถเรียนรู้การวางแผน จัดการและติดตามงาน ทำงานได้นานขึ้น เรียนรู้วินัยได้ดีขึ้น เช่น จัดโต๊ะ สมุดทำงานหรือตู้หนังสือเป็นระเบียบ แม้จะต้องมีการเตือนกันบ้างก็ตาม

11-12 ปี เด็กส่วนใหญ่ควรสามารถจัดการกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตนเองทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน โดยต่อยอด EF ในเรื่องการยับยั้งชั่งใจ รู้เรื่องกติกามารยาทมากขึ้น เริ่มวางแผน ตั้งเป้า ทำงานตามแผนและจัดการเวลาเป็น จัดลำดับความสำคัญของงานที่ซับซ้อนขึ้นได้ ช่วงวัยนี้เด็กส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจได้ว่าพฤติกรรมของตนเองแบบไหนสมควรหรือไม่ รวมทั้งประเมินงานได้ เช่น ถ้าทำไปแล้วไม่น่าจะสำเร็จ ปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงานได้

วัยมัธยม พอขึ้นมัธยม คุณพ่อคุณแม่ก็จะพบว่า ลูกทำอะไรๆ ได้ดีขึ้น วางแผนและจัดการงานต่างๆ ได้อย่างเป็นอิสระ พึ่งตนเองได้มากขึ้น ไม่ชอบให้พ่อแม่มากำกับจัดการ เขาทำเองได้ งานที่เคยใช้ความพยายาม ใช้เวลามาก จะทำบ่อยๆ จนคุ้นเคยและเก่ง จนกลายเป็นทักษะแบบอัตโนมัติ ทำได้เร็วขึ้น และถ้าพัฒนา EF มาด้วยดี เด็กจะรู้จักการยืดหยุ่นพลิกแพลงมากขึ้นด้วย รู้วิธีจะหาทางออก ทางเลือกหลายๆ แบบ

ในช่วงวัยนี้ ลูกควรรับมือกับการเรียนทางวิชาการที่หนักขึ้นได้กว่าเมื่อก่อน เช่น การค้นคว้า การทำรายงาน การต้องจดจ่อกับหลายๆ วิชาในแต่ละวัน การบ้านที่มากขึ้น ฯลฯ ส่วนในเรื่อง ความสัมพันธ์ทางสังคม กับกลุ่มเพื่อน ที่เป็นเรื่องใหญ่ของเขา เขาจะเรียนรู้ว่า ต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง ไม่เช่นนั้นเพื่อนอาจจะไม่ยอมรับให้เข้ากลุ่ม

วัยรุ่นตอนปลายและต้นวัยยี่สิบ เมื่อสมองส่วนหน้าเติบโตเต็มที่ ประกอบกับการพัฒนา EF ในประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มพูนขึ้น ก็จะช่วยให้วัยนี้มีการตัดสินใจ การวางแผน และการยืดหยุ่นที่ดีขึ้น พวกเขาสามารถเรียนต่อระดับสูงได้ดีขึ้น ซึ่งต้องรับผิดชอบด้วยตนเองทุกอย่าง หรือเมื่อต้องออกสู่โลกของการทำงาน ไปจนถึงการพัฒนาความสัมพันธ์กับคนรัก และนำไปสู่ความรับผิดชอบในครอบครัวของตนเองต่อไป

Reference : Joyce Cooper-Kahn & Laurie Dietzel,(2008), Late, Lost, and Unprepared : A Parents’ Guide to Helping Children with Executive Functioning, Woodbine House

“เด็ก ป.3-ป.5 ควรรู้จักยับยั้งชั่งใจ กำกับควบคุมตัวเอง เวลาพ่อแม่ไม่อยู่ก็ดูแลตนเองได้ ไม่พูดออกความเห็นแบบหยาบคาย ไม่แสดงอารมณ์โวยวายโกรธเกรี้ยว ไม่เสียมารยาท”

Related Articles

ทำให้ EF เป็นของธรรมดา

"ถ้าอยากให้คนธรรมดา มี EF ก็… “ ทำให้ EF เป็นของธรรมดา”ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช คุณค่าและความหมายที่แท้จริงของ EF คือ EF เป็นเรื่องความสามารถของคน ความสามารถในการบังคับสัญชาตญาณอย่างสัตว์ได้ สัญชาตญาณสัตว์นั้นมีเพื่อการอยู่รอด เพื่อไม่ถูกจับกิน เป็นส่วนของสมองที่ต้องทำงานไวมาก แต่ EF เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความยั้งคิด เมื่อเกิดความยั้งคิด ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่ถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้าที่ไม่ถูกต้อง...

Less Structured activities vs. EF

นักวิจัยพบว่า เมื่อเด็กเป็นผู้กำหนดด้วยตนเอง ว่า จะใช้เวลาในการทำกิจกรรมอะไร อย่างไร เด็กจะสามารถทำชิ้นงานให้บรรลุเป้าหมายได้มากกว่า และสามารถรู้ได้ว่าหลังจากจบชิ้นงานนี้ๆ แล้วจะต้องไปทำงานชิ้นใดต่อไปยกตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งตัดสินใจที่จะอ่านหนังสือในช่วงบ่ายที่คุณครูให้เลือกกิจกรรมเอง หลังจากเสร็จจากการอ่านแล้วเด็กก็ไปวาดรูปเกี่ยวกับหนังสือเล่มที่อ่านมา แล้วก็เอาภาพที่วาดได้ไปเล่าให้พ่อแม่ฟังที่บ้าน นักวิจัยสรุปว่า เด็กคนนี้ได้เรียนรู้มากกว่าเด็กอีกคนหนึ่งที่ทำกิจกรรมเหมือนกันทุกอย่าง แต่มีครูคอยกำกับบทให้ตลอดกระบวนการ เมื่อครบสัปดาห์ นักวิจัยทดสอบเด็กในทักษะด้านคำศัพท์และการอ่านเพื่อวัด EF ผลปรากฏว่า ยิ่งเด็กใช้เวลากับการทำกิจกรรมแบบที่คิดเองทำเองมากเท่าไร คะแนนคำศัพท์กับคะแนนอ่านออกเสียงก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้นนักวิจัยชี้ว่า “กิจกรรมที่ถูกผู้ใหญ่กำหนดให้ทุกอย่างแล้วนั้น จะทำให้พัฒนาการในการกำกับสั่งการตนเองช้าลง งานวิจัยชิ้นนี้จะส่งผลให้นักการศึกษาเห็นความสำคัญของการเล่นอิสระ free...

EF กับ Project Based Learning

จากการวิจัยหลักสูตรใหม่ของ Tools of the Mind, ที่สอนเด็กในเรื่อง “self-regulation.” พบว่าแทนที่จะให้รางวัลเมื่อเด็กทำตามคำสั่งของครูเท่านั้น แนวทาง ToM จะส่งเสริมให้เด็กทำงานโครงการด้วยกัน(ไม่ว่าเด็กจะมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมอย่างไร) ให้ส่งเสริมการเรียนรู้ของกันและกันให้แนะนำติชมกันและกัน ขณะเดียวกันก็ให้แต่ละคนสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง วิจารณ์ข้อบกพร่องของตนเอง แก้ไขความผิดพลาดของตนเอง และให้วางแผนว่าจะสร้างหรือเปลี่ยนกระบวนการทำโครงการนั้นๆ อย่างไรให้ดีClancy Blair, Early Childhood Education That Focuses On...

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here

Stay Connected

66,963แฟนคลับชอบ
2ผู้ติดตามติดตาม
- Advertisement -

Latest Articles

ทำให้ EF เป็นของธรรมดา

"ถ้าอยากให้คนธรรมดา มี EF ก็… “ ทำให้ EF เป็นของธรรมดา”ศาสตราจารย์ นายแพทย์วิจารณ์ พานิช คุณค่าและความหมายที่แท้จริงของ EF คือ EF เป็นเรื่องความสามารถของคน ความสามารถในการบังคับสัญชาตญาณอย่างสัตว์ได้ สัญชาตญาณสัตว์นั้นมีเพื่อการอยู่รอด เพื่อไม่ถูกจับกิน เป็นส่วนของสมองที่ต้องทำงานไวมาก แต่ EF เป็นส่วนที่ทำให้เกิดความยั้งคิด เมื่อเกิดความยั้งคิด ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่ถูกกระตุ้นโดยสิ่งเร้าที่ไม่ถูกต้อง...

Less Structured activities vs. EF

นักวิจัยพบว่า เมื่อเด็กเป็นผู้กำหนดด้วยตนเอง ว่า จะใช้เวลาในการทำกิจกรรมอะไร อย่างไร เด็กจะสามารถทำชิ้นงานให้บรรลุเป้าหมายได้มากกว่า และสามารถรู้ได้ว่าหลังจากจบชิ้นงานนี้ๆ แล้วจะต้องไปทำงานชิ้นใดต่อไปยกตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งตัดสินใจที่จะอ่านหนังสือในช่วงบ่ายที่คุณครูให้เลือกกิจกรรมเอง หลังจากเสร็จจากการอ่านแล้วเด็กก็ไปวาดรูปเกี่ยวกับหนังสือเล่มที่อ่านมา แล้วก็เอาภาพที่วาดได้ไปเล่าให้พ่อแม่ฟังที่บ้าน นักวิจัยสรุปว่า เด็กคนนี้ได้เรียนรู้มากกว่าเด็กอีกคนหนึ่งที่ทำกิจกรรมเหมือนกันทุกอย่าง แต่มีครูคอยกำกับบทให้ตลอดกระบวนการ เมื่อครบสัปดาห์ นักวิจัยทดสอบเด็กในทักษะด้านคำศัพท์และการอ่านเพื่อวัด EF ผลปรากฏว่า ยิ่งเด็กใช้เวลากับการทำกิจกรรมแบบที่คิดเองทำเองมากเท่าไร คะแนนคำศัพท์กับคะแนนอ่านออกเสียงก็จะสูงมากขึ้นเท่านั้นนักวิจัยชี้ว่า “กิจกรรมที่ถูกผู้ใหญ่กำหนดให้ทุกอย่างแล้วนั้น จะทำให้พัฒนาการในการกำกับสั่งการตนเองช้าลง งานวิจัยชิ้นนี้จะส่งผลให้นักการศึกษาเห็นความสำคัญของการเล่นอิสระ free...

EF กับ Project Based Learning

จากการวิจัยหลักสูตรใหม่ของ Tools of the Mind, ที่สอนเด็กในเรื่อง “self-regulation.” พบว่าแทนที่จะให้รางวัลเมื่อเด็กทำตามคำสั่งของครูเท่านั้น แนวทาง ToM จะส่งเสริมให้เด็กทำงานโครงการด้วยกัน(ไม่ว่าเด็กจะมาจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจสังคมอย่างไร) ให้ส่งเสริมการเรียนรู้ของกันและกันให้แนะนำติชมกันและกัน ขณะเดียวกันก็ให้แต่ละคนสร้างเอกลักษณ์ของตนเอง วิจารณ์ข้อบกพร่องของตนเอง แก้ไขความผิดพลาดของตนเอง และให้วางแผนว่าจะสร้างหรือเปลี่ยนกระบวนการทำโครงการนั้นๆ อย่างไรให้ดีClancy Blair, Early Childhood Education That Focuses On...

Reading glasses

ในปี 1968 Prof.Dr.Walter Mischel ซึ่งขณะนั้นสอนที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำการวิจัยที่โด่งดังชื่อ The Marshmellow Test (ดูได้จาก www.youtube.com/watch?v=QX_oy9614HQ) โดยให้เด็ก 4 ขวบเข้ามาในห้องที่มีกระจกมองจากข้างนอก และนักวิจัยสังเกตการณ์อยู่ เจ้าหน้าที่วิจัยจะเข้าไปบอกเด็กว่า เด็กมีขนม marshmallow (บางครั้งอาจจะเป็นขนมชนิดอื่น) คนละ 1 ชิ้น ถ้าเด็กๆอยู่ในห้องนี้และอดทนรอได้ไม่กินขนมจนกว่าเจ้าหน้าที่จะกลับมา(ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 20...

EF กับการอ่าน

งานวิจัยชี้อย่างต่อเนื่องว่า การมี self-regulation กับ executive functioning skills ที่แข็งแรง เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทางภาษาและการอ่านออกเขียนได้ที่แข็งแรงด้วยDiamond & Lee, 2011; McClelland, et al., 2007; Raver et al., 2011.งานวิจัยชี้ว่า โดยทั่วไปแล้ว ทักษะการอ่านจะบอกถึงความสามารถของ EF ในขณะเดียวกับ...